pdf pic

บทที่ 8

 

ch1 1

 

แผนการและความประสงค์ของพระเจ้าสำหรับมนุษย์

 

 

การถามคำถามให้ถูกทาง

    ผมขอเสนอแนะสักสองสามอย่างในการถามคำถามของคุณ  อย่างแรก คุณอาจไม่เตรียมพร้อมที่จะถามคำถาม  เพราะในการถามคำถามอย่างตรึกตรอง อย่างมีหัวคิด และอย่างมีความหมายนั้นคุณจะต้องรู้เนื้อหาของคุณเป็นอย่างดี  ใครที่ฟังคำถามของคุณก็จะรู้ได้ว่าคุณไม่ได้รู้เนื้อหาของคุณจริงๆ บางคำถามก็เป็นแค่การขอรายละเอียดเพิ่มเติมจากที่ผมพูดไปแล้ว หัวใจของคนที่เป็นครูแทบจะฝ่อเมื่อผู้เรียนถามคำถามที่ครูได้ให้คำตอบไปแล้ว

     ผมได้พยายามอย่างดีที่สุดที่จะพูดให้ง่ายและชัดเจนเท่าที่จะทำได้ แต่บางครั้งประเด็นเหล่านั้นสุดท้ายก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี พวกคุณที่มีประสบการณ์ในการสอนคงรู้ว่ามันน่าผิดหวังแค่ไหนเมื่อคนฟังไม่เข้าใจสิ่งที่คุณเพิ่งจะอธิบายไป  ผมพยายามอย่างมากที่จะอธิบายเรื่องต่างๆให้ง่าย โดยไม่พูดสิ่งที่ยากเกินหรือพูดสิ่งที่ลึกซึ้งเกินไป แต่ก็ดูเหมือนหลายๆคนจะยังไม่เข้าใจประเด็นเหล่านั้น

     ปัญหาก็คือว่า ความเชื่อในตรีเอกานุภาพที่ฝังรากลึกในเรานั้นทำให้ความคิดของเราคลุมเครือ  จิตใจสับสนไปด้วยความคิดที่ผิดๆ และไม่ได้คิดอย่างคมชัดอีกต่อไป  ผมรู้สถานการณ์นั้นดีเพราะได้ปล้ำสู้กับสิ่งนี้มาสามปี  ไม่มีใครที่ฝังแน่นกับความเชื่อในตรีเอกานุภาพเหมือนอย่างผม  ถ้าคุณอยากออกจากความเชื่อในตรีเอกานุภาพคุณจะต้องฝ่าฟันอย่างหนัก  แต่ถ้าคุณไม่สนใจที่จะออกมานั่นก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของผม เพราะคุณและผมจะต้องตอบกับองค์ผู้เป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว  หลังจากที่ผมได้สอนตามพระคัมภีร์เรื่องความเชื่อว่าพระเจ้ามีเพียงองค์เดียว ความรับผิดชอบของผมก็สิ้นสุดลง และก็พ้นจากความรับผิดชอบต่อโลหิตของทุกคน (กิจการ 20:26)[1]

     อย่างที่สอง เมื่อคุณถามคำถามก็ขอให้พยายามค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเอง  จงลองพยายามหาคำตอบ แม้ว่าคุณจะไม่ได้คำตอบแต่อย่างน้อยก็ได้ลองคิดดู  แล้วคุณจึงสามารถพูดกับผมว่า “ผมพยายามหาแล้ว แต่ไม่พบคำตอบ หรือผมยังไม่พอใจกับคำตอบของผม  ขอช่วยบอกทีว่าผมพลาดตรงไหน?”  แม้ว่าคุณจะไม่ได้คำตอบ  ผมก็ยังชื่นใจที่รู้ว่าอย่างน้อยคุณก็ได้ปล้ำสู้กับมัน แทนที่จะโยนมาให้ผม  บางทีเนื้อหาอาจยากเกินไปสำหรับคุณ หรือทักษะในการตีความของคุณอาจยังไม่เข้าเกณฑ์ก็ได้  นั่นก็ยังยอมรับได้หากคุณได้พยายามอยู่บ้าง  มีบางคนในพวกคุณได้ทำอย่างนั้นที่บอกว่า “นี่เป็นคำถามของผม และนี่เป็นสามคำตอบที่เป็นไปได้  ผมไม่รู้ว่าอันไหนถูก หรือว่าอาจไม่ถูกเลย”  แต่อย่างน้อยผมก็เห็นว่าคนนั้นได้พยายามอย่างมากในการศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้

     แต่คนส่วนมากไม่เป็นแบบนี้ คือจะโยนคำถามมาให้ผมโดยคาดหวังจะให้ผมเป็นคนหาคำตอบให้  ผมจะเป็นคนหาคำตอบให้หรือไม่ก็ขึ้นกับว่าองค์ผู้เป็นเจ้าจะสั่งให้ผมทำหรือไม่ ผมไม่ได้กำลังขายพลาสเตอร์ยา[2] ดังนี้จึงไม่สำคัญสำหรับผมว่าใครจะซื้อผลิตภัณฑ์นี้หรือไม่  หน้าที่ของผมที่เป็นผู้รับใช้ขององค์ผู้เป็นเจ้าก็คือ ประกาศพระคำของพระเจ้า และหลังจากนั้นความรับผิดชอบของผมก็สิ้นสุดลง  ผู้ฟังจะทำอะไรกับถ้อยคำเหล่านั้นต่อไปก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว  แต่ก่อนที่ผมจะตอบคำถามของคุณ ผมต้องดูว่าคุณจริงจังกับเรื่องนั้น  หากผมเห็นจากคำถามของคุณว่า คุณไม่ได้สนใจที่จะค้นหาคำตอบหรือไม่ได้พยายามจะค้นหาคำตอบในเรื่องนั้น ผมก็อาจไม่ตอบคำถามของคุณเลย  สิ่งสำคัญกับผมก็คือสวัสดิภาพในชีวิตฝ่ายวิญญาณของพวกคุณ พวกคุณอยากจะรู้ความจริงหรือไม่?

การส่งผลของความเชื่อที่ผิด

     ผมรู้สึกสะเทือนใจเมื่อเห็นว่า ความเชื่อที่ผิดสามารถส่งผลต่อวิธีคิดของคนคนหนึ่งได้มากแค่ไหนจนเขาไม่สามารถจะมองสิ่งต่างๆจากมุมมองใดๆได้อีกนอกจากเฉพาะแต่มุมมองของเขาเอง  นี่เป็นอันตรายร้ายแรงเมื่อคุณไม่สามารถอ่านข้อความพระคัมภีร์ในแบบอื่นได้ นอกจากเฉพาะแต่แบบตายตัวนั้นแบบเดียว  มีหลายๆตอนในพระคัมภีร์ที่เราเมื่อเชื่อในตรีเอกานุภาพจะตีความอยู่แบบเดียวอย่างเหนียวแน่น  เราไม่เคยหยุดถามว่า “มีทางอื่นอีกไหมที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ตอนนี้?”  คุณจะประหลาดใจกับคำตอบที่คุณได้รับ เมื่อคุณพร้อมจะมองพระคัมภีร์ตอนนั้นจากมุมที่ต่างออกไป

     สิ่งที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับการเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพที่ผ่านมาของผมก็คือ สิ่งนี้ขวางกั้นไม่ให้ผมมองเห็นสิ่งมหัศจรรย์บางอย่างที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผย  การมองด้วยกรอบความคิดของความเชื่อในตรีเอกานุภาพทำให้ผมมองไม่เห็นความจริง เพราะผมถูกสอนให้ตีความพระคัมภีร์หลายตอนในแบบที่ตายตัว

     อีกประการหนึ่ง ทั้งหมดที่ผมกล่าวในบทต่างๆนี้เชื่อถือได้ที่สุดในแง่ที่ว่าไม่มีใครสามารถหักล้างสิ่งเหล่านี้ได้บนหลักของพระคัมภีร์  ผมกล้าพูดเรื่องนี้และสามารถพูดอย่างมั่นใจได้  ไม่มีนักวิชาการพระคัมภีร์คนใดในโลกที่จะสามารถหักล้างคำกล่าวพื้นฐานที่ผมได้ให้ไว้  สิ่งที่กล่าวไปนั้นเชื่อถือได้ที่สุดและไม่อาจโต้แย้งได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับพระคัมภีร์  ผมไม่กลัวแม้แต่น้อยหากผมต้องเผชิญหน้ากับบรรดานักวิชาการพระคัมภีร์ทั้งหลาย แม้จะห้าสิบต่อหนึ่งก็ตาม  พวกเขาก็ไม่สามารถล้มล้างสิ่งที่ผมได้กล่าวไปแล้วได้

     หนังสือที่ผมถืออยู่นี้คือหนังสือของพระยาห์เวห์  นั่นเป็นตัวอย่างของคำกล่าวที่ไม่อาจโต้แย้งได้  ไม่มีใครจะคัดค้านได้เพราะนี่เป็นหนังสือของพระยาห์เวห์  เมื่อยังเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพอยู่นั้น คุณคิดว่ามีเพียงพระคัมภีร์เดิมเท่านั้นที่เป็นหนังสือของพระยาห์เวห์หรือ? (คุณคงไม่ได้คิดถึงพระยาห์เวห์เลย)  แล้วพระคัมภีร์ใหม่ล่ะ?  ถ้าคุณบอกว่าพระคัมภีร์ใหม่ไม่ใช่หนังสือของพระยาห์เวห์ คุณก็ควรจะอ่านพระคัมภีร์ใหม่เสียใหม่โดยไม่อ่านด้วยกรอบความคิดของความเชื่อในตรีเอกานุภาพของคุณ  พระคัมภีร์ทั้งเล่มเป็นหนังสือของพระยาห์เวห์

     ผมถูกความเชื่อในตรีเอกานุภาพชักนำให้เข้าใจผิด เพราะผมดื่มความเชื่อนี้เป็นน้ำนมฝ่ายจิตวิญญาณของผม ไม่ใช่เพราะว่าผมเองชื่นชอบในคำสอนนี้แต่เพราะว่าผมถูกกรอกด้วยคำสอนนี้  ผมจะไม่ทำผิดพลาดอย่างนั้นอีกแล้ว ผมรับประกันได้  คุณรู้ไหมว่าทำไมผมจะไม่ไปผิดทางอีก?  เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่านี่เป็นหนังสือของพระยาห์เวห์  พระยาห์เวห์ประทานพระคำของพระองค์ให้กับผมและผมจะไม่ไปผิดทางอีกต่อไป  ไม่มีใครอยากจะไปไปผิดทางซ้ำสองหรอก

     คุณจะไม่ไปผิดทาง ถ้าพระยาห์เวห์ทรงเป็นศูนย์กลางและเป็นเส้นรอบวงชีวิตของคุณ คือถ้าคุณรักพระยาห์เวห์ด้วยสุดใจ สุดจิต สุดความคิดและสุดกำลังของคุณ และถ้าคุณรักเพื่อนบ้านของคุณ (คนสำคัญสุดคือพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นหัวปีของเชื้อสายมนุษย์) เหมือนรักตัวเอง แต่เมื่อพระยาห์เวห์ไม่ได้เป็นศูนย์กลางอีกต่อไปแล้ว คุณก็จะไปผิดทางในทุกเรื่อง  เราไปผิดทางเพราะเหตุนี้

     ผมได้กล่าวไว้ครั้งก่อนว่า ความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้กันพระยาห์เวห์ออกไป และได้อัญเชิญอีกผู้หนึ่งที่เราเรียกว่า “พระเจ้า” ให้เป็นศูนย์กลาง ผู้ที่ไม่ต้องการจะอยู่ตรงศูนย์กลางนั้น  พระเยซูไม่เคยประกาศตัวพระองค์ว่าเป็นพระเจ้า แต่เราก็ได้ยกพระองค์ขึ้นเป็นพระเจ้า ประเด็นนี้ของผมเชื่อถือได้ที่สุด และไม่มีนักวิชาการพระคัมภีร์ใหม่หรือนักวิชาการพระคัมภีร์เดิมคนใดจะสามารถคัดค้านได้  พระเยซูไม่เคยอ้างว่าทรงเป็นพระเจ้า  ขอให้บรรดานักวิชาการพระคัมภีร์ทั้งหมดในโลกนี้พยายามพิสูจน์ดูว่าผมคิดผิดในเรื่องนี้  พวกเขาจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ง่ายๆอย่างนั้น  พวกเขาไม่แม้แต่จะพยายามอาสาด้วยซ้ำ เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถพิสูจน์ว่าผมคิดผิดในเรื่องนี้พระเยซูไม่เคยอ้างว่าทรงเป็นพระเจ้า  เราเองที่ต้องการทำให้พระองค์เป็นพระเจ้า เราจึงเดือดร้อนที่พระองค์ไม่ได้พยายามอ้างว่าเป็นพระเจ้า  พระคัมภีร์ใหม่ไม่เคยตั้งให้พระองค์เป็นพระเจ้า แต่เราทำให้พระองค์เป็น

หลักฐานเท็จในการอ้างความเป็นพระเจ้าของพระเยซู

     ทางเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูจากพระคัมภีร์ใหม่ได้ก็คือการพิสูจน์ว่าพระองค์คือพระยาห์เวห์  แต่นั่นเป็นสิ่งที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพไม่ต้องการจะทำ  เพราะตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพแล้วพระเยซูเป็นพระเจ้าพระองค์ที่สอง ไม่ใช่พระองค์แรก

     ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพบางคนใช้คำกล่าวว่า “เราเป็น” เจ็ดประการในพระกิตติคุณยอห์นเป็นหลักฐานว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า  คริสเตียนบางคนอาจไม่รู้มาก่อนว่า “เราเป็น” เป็นพระนามของพระยาห์เวห์ ไม่ใช่พระนามของพระเยซู  ถ้าพระเยซูตรัสว่า “เราคือพระยาห์เวห์” (ซึ่งพระองค์ไม่เคยตรัสและไม่เคยคิดจะตรัส) สิ่งที่พระองค์จะอ้างได้ก็คือพระองค์คือพระยาห์เวห์  หากนั่นไม่ใช่ข้อสรุปที่ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพต้องการให้เป็น แล้วพวกเขากำลังพยายามจะพิสูจน์อะไรหรือ?  พวกเขายังมองข้ามความจริงที่พระเยซูตรัสว่า “เราเป็น” นั้นมีมากกว่าเจ็ดครั้งเสียอีก  เรากำลังอ่านพระคัมภีร์อย่างถูกต้องไหม?

     ในทำนองเดียวกัน ก็มีบางคนพยายามจะพิสูจน์ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าจากอพยพ 3:14  แต่พวกเขาไม่รู้หรือว่า “เราเป็น” ในอพยพ 3:14[3] กล่าวถึงพระยาห์เวห์ ไม่ใช่พระเยซู?  มีสิ่งเดียวที่ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพจะพิสูจน์ได้จากอพยพ 3:14 หรือจากคำกล่าวว่า “เราเป็น” ทั้งเจ็ดประการ[4]ก็คือพระเยซูคือพระยาห์เวห์  แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการจะพิสูจน์ เพราะถ้าพระเยซูคือพระยาห์เวห์ พวกเขาก็จะเขยิบใกล้สิ่งที่ผมได้พูดมาตลอดว่าพระยาห์เวห์ได้เสด็จเข้ามาในโลกนี้ในองค์พระคริสต์  แต่นั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากจะพูดจริงๆไหม?

     ถ้าคุณยกอ้างตอนจากพระคัมภีร์มาพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ ไม่นานคุณจะกลับมาเจอความจริงที่ว่ามันกล่าวถึงพระยาห์เวห์  ถึงตอนนั้นคุณจะมีทางเลือกอยู่สองทาง คือยอมรับว่าพระยาห์เวห์เสด็จเข้ามาในโลกนี้ในองค์พระคริสต์ หรือยอมรับว่าพระเยซูคือพระยาห์เวห์  บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพไม่ยอมรับอย่างหลัง เพราะจะทำให้ต้องทิ้งพระองค์ที่สองของพระเจ้าในตรีเอกานุภาพไป  ความจริงแล้วไม่มีทางจะพิสูจน์ว่าเป็นพระเจ้าพระองค์ที่สอง เพราะทุกข้อความของพระคัมภีร์ใหม่ที่เกี่ยวกับพระเจ้านั้นอ้างถึงพระยาห์เวห์ ไม่ได้อ้างถึงพระเจ้าพระองค์ที่สอง

การกันพระเจ้าออกไป และกันมนุษย์ออกไป

     ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพกันพระยาห์เวห์ออกไปและอัญเชิญพระเยซูมาแทนที่พระองค์ พวกเขาเอาข้อต่างๆที่อ้างอิงถึงพระยาห์เวห์มาใช้อ้างอิงถึงพระเยซู แล้วก็อ้างอย่างไร้สติว่าข้อต่างๆนั้นอ้างอิงถึงพระเจ้าพระองค์ที่สอง  ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพเหล่านั้นมีเหตุมีผลกันไหม? เมื่อมองย้อนกลับไปผมพูดได้แค่ว่า “ผมโง่ไปได้อย่างไร?”

     เราได้กันพระยาห์เวห์พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวออกไปและตั้งพระเจ้าพระองค์ที่สองที่ไม่ได้มีอยู่จริงมาแทนที่พระองค์ คำของผมที่กล่าวนี้เชื่อถือได้ที่สุดและผมก็ไม่กลัวการโต้แย้งจากใคร  พระเจ้าพระองค์ที่สองจะมีอยู่เฉพาะในคำสอนของความเชื่อในตรีเอกานุภาพเท่านั้น ไม่ได้มีอยู่ในพระคัมภีร์  ขอให้นักวิชาการพระคัมภีร์ทั้งหลายของความเชื่อในตรีเอกานุภาพจงพิสูจน์กับผมดูทีว่ามีพระเจ้าพระองค์ที่สอง  พวกเขาทำไม่ได้หรอก มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  ผมเคยต่อสู้ให้กับฝ่ายพวกเขา ผมจึงรู้จุดยืนของฝ่ายตรงข้าม  แม้ที่ผ่านมาผมจะมีความกระตือรือร้นและความมุ่งมั่น แต่ผมก็ไม่สามารถจะพิสูจน์ว่ามีพระเจ้าพระองค์ที่สองแต่อย่างใด

     เราไม่ได้กันแต่พระเจ้าออกไปเท่านั้นแต่ยังได้กันมนุษย์ออกไปด้วย  พระคริสต์ของความเชื่อในตรีเอกานุภาพได้กันพระยาห์เวห์และมนุษย์ออกไปในคราวเดียวกันอย่างน่ากลัว ดังนั้นมนุษย์คนนั้นจึงเลือนหายไปจากภาพด้วย

     เมื่อผมเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ ผมไม่เข้าใจพระคัมภีร์หลายๆตอน  ผมพยายามปรับพระคัมภีร์ตอนเหล่านั้นให้ใช้ได้ และหาอ่านพระคัมภีร์เกี่ยวกับตอนเหล่านั้นจากคู่มือศึกษาพระคัมภีร์ต่างๆเพื่อจะได้ความเข้าใจที่กระจ่าง แต่ผมก็ไม่พบคำตอบอะไรที่น่าพอใจ  แล้วคุณรู้ไหมว่าทำไม?  ก็เพราะพระคัมภีร์พูดถึงมนุษย์ไว้เยอะมาก  มนุษย์น่ะหรือ?  คนที่ไม่สำคัญอย่างคุณและผมนี่นะ?  ถูกแล้ว!  พระคัมภีร์มีสิ่งมากมายที่พูดถึงคุณกับผม แต่ในความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้น ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้สูบถ่ายไปที่พระคริสต์ของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  และข้อต่างๆที่เกี่ยวกับมนุษย์ก็ได้เบี่ยงเบนไปที่พระคริสต์  ผลก็คือมนุษย์ถูกกันออกไปจากภาพหรือไม่ก็ห้อยอยู่ริมภาพแบบติดแนบลางๆอยู่กับพระคริสต์ ด้วยความหวังว่าจะรับสิทธิประโยชน์จากพระองค์บ้าง

     เราได้ปฏิเสธแนวคิดเกี่ยวกับพระเจ้าตามพระคัมภีร์และแนวคิดเกี่ยวกับมนุษย์ตามพระคัมภีร์  ขอให้คุณจำไว้ว่ามนุษย์มีค่ามากในสายพระเนตรของพระเจ้า  นั่นอาจไม่ใช่หลักคำสอนของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ แต่นี่เป็นคำสอนในพระคัมภีร์  ในคำสอนของความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้นมนุษย์ไม่มีค่าอะไร แม้ว่าเขาจะได้รับอานิสงส์จากพระเยซูบ้างก็ตาม

คุณค่าของพระคริสต์ต่อพระเจ้าอยู่ในฐานะของมนุษย์ ไม่ใช่ในฐานะของพระเจ้า

     คุณค่าของพระคริสต์ที่มีต่อพระเจ้าอยู่ที่การเป็นมนุษย์ของพระคริสต์  ไม่ใช่อยู่ที่การเป็นพระเจ้าของพระองค์  นั่นเป็นอีกคำกล่าวที่เชื่อถือได้ที่สุดตามพระคัมภีร์  ผมขอย้ำอีกว่า ในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้วคุณค่าของพระคริสต์อยู่กับการที่พระคริสต์ทรงเป็นมนุษย์  ถ้าพระเยซูไม่ใช่มนุษย์ พระองค์ก็ไม่มีคุณค่าในสายพระเนตรของพระเจ้า  คุณค่าทั้งสิ้นของพระองค์อยู่ที่ความเป็นมนุษย์ของพระองค์ด้วยการเป็นพระฉายา หรือรูปเหมือนที่งดงามของพระเจ้า  คุณต้องการให้พระเยซูเป็นพระเจ้าไหม?  เชิญคุณให้พระองค์เป็นพระเจ้าเถิด แต่พระองค์จะไม่เป็นพระเจ้าตามในพระคัมภีร์

     ผมตั้งใจแน่วแน่ที่จะรักพระเยซูด้วยสุดใจของผมและเหมือนรักตัวผมเอง เพราะนั่นคือวิถีทางที่พระเจ้าทรงรักพระองค์  พระเยซูทรงเป็นพระบุตรที่รัก ทรงเป็นที่รักและหวงแหนของพระเจ้า  แต่คุณทราบหรือไหมว่าในพระคัมภีร์ใหม่ เราก็ถูกเรียกว่า “ที่รัก” บ่อยครั้งมากกว่าพระคริสต์เสียอีก?  เรื่องแบบนี้ความเชื่อในตรีเอกานุภาพจะไม่บอกให้คุณรู้

     มี​พระ​สุร​เสียงมาจากสวรรค์ว่า“ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา”(มัทธิว17:5)  เราจะคุ้นเคยกับข้อเท็จจริงที่พระเจ้าทรงเรียกพระเยซูว่า “บุตรที่รักของเรา”  แต่มีบางอย่างเกี่ยวกับผู้เป็น “ที่รัก” ที่คุณอาจไม่รู้  คุณลองค้นคำว่า “ที่รัก” ในศัพท์สัมพันธ์ดูว่ามีปรากฏกี่ครั้งในพระคัมภีร์ คุณจะค้นในศัพท์สัมพันธ์ภาษากรีกหรือศัพท์สัมพันธ์ภาษาอังกฤษก็ได้  แล้วลองนับดูว่าคำนี้กล่าวถึงพระคริสต์กี่ครั้งและกล่าวถึงมนุษย์กี่ครั้ง  คุณจะสามารถพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองว่า “ที่รัก” มีปรากฏมากกว่าหนึ่งร้อยครั้งในพระคัมภีร์และมีปรากฏ 69ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่กล่าวถึงคุณและผม และมีเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่กล่าวถึงพระคริสต์  เราคุ้นเคยกับการอ้างถึงพระคริสต์แต่เรามองข้ามการอ้างอิงมากมายถึงมนุษย์ เราตาบอดกับความเชื่อในตรีเอกานุภาพที่ว่ามนุษย์ไม่ได้สำคัญอะไรเลย  ในหลักคำสอนเรื่องความเลวทรามไปหมดนั้น มนุษย์จึงเป็นคนบาปที่น่าสมเพชและเลวทราม เสื่อมทรามทางจิตวิญญาณที่รอคอยการช่วยให้พ้นจากขุมนรก

     นั่นคือสิ่งที่ผมเข้าใจเรื่องนี้เมื่อเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ  ผมจึงประหลาดใจที่พบว่ามนุษย์ถูกพูดถึงว่าเป็น “ที่รัก” เกือบเจ็ดสิบครั้ง  เปาโลก็พูดกับคริสตจักรทั้งหลายว่า “ที่รัก” (เช่น โรม 1:7หรือ 1เธสะโลนิกา 1:4)  นั่นเป็นการพูดแค่พอเป็นพิธีไหม?  ไม่ใช่เลย คุณเป็นที่รักของพระเจ้าจริงๆ!  มนุษย์เป็นที่รัก และพระเยซูทรงเป็นที่รักเพราะว่าพระองค์ทรงเป็นมนุษย์  พระเยซูมักจะอ้างถึงตัวพระองค์เองเสมอๆว่า “บุตรมนุษย์” ซึ่งเป็นคำในภาษาฮีบรูที่หมายถึงมนุษย์  คำว่า “พระบุตร” ไม่ได้มีความหมายว่าพระเจ้า  คำเรียกว่า “พระเจ้าพระบุตร” นี้ไม่มีอยู่เลยในพระคัมภีร์ใหม่  เหตุเพราะคำสอนของความเชื่อในตรีเอกานุภาพเราจึงมองไม่เห็นว่ามนุษย์มีค่าใดๆ

     ผมรู้สึกโกรธที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพทำให้ผมเสียเวลากว่าค่อนชีวิตในการรับใช้ของผม  ผมพยายามอดทนและควบคุมตัวเอง  แต่ผมขอบคุณพระเจ้าที่ก่อนที่ผมจะจากโลกนี้ไป พระองค์ทรงเมตตาอย่างมากที่ทรงนำผมออกมาจากความมืดและเข้ามาในความสว่างของพระองค์  ถ้าผมมีชีวิตอยู่ไม่ถึงเจ็ดสิบปีล่ะ?  ผมจะได้รับอนุญาตให้เห็นความจริงไหม?  และผมจะยืนอยู่ตรงไหนในการพิพากษา?  ผมคงถูกพิพากษาพร้อมกับคนทั้งหลายที่ไม่รู้ความจริง บอดมืดด้วยหลักคำสอนที่กันทั้งพระเจ้าและมนุษย์ออกไป และคงถูกกล่าวโทษร่วมกับคนทั้งหลายที่ยกพระเยซูขึ้นเป็นพระเจ้า แม้ว่าพระคัมภีร์จะไม่เคยบอกว่าพระองค์เป็นพระเจ้าก็ตาม

     ผมได้ใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตของผมที่พยายามพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระองค์ โดยได้ใช้ทุกข้อความที่ผมจะสามารถขุดค้นได้จากพระคัมภีร์  ตอนนี้เมื่อผมดูข้อพระคัมภีร์เดียวกันนั้น ผมถามตัวเองว่า “ผมมัวไปอยู่ที่ไหนมา?”  ผมช่ำชองในการตีความพระคัมภีร์ และผมได้ใช้มันเพื่อพิสูจน์ความเชื่อในตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ไม่มีทางจะแก้ต่างได้  ผมพยายามอย่างดีที่สุดและก็ทำได้ดีด้วย  มันเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อคุณใช้ความช่ำชองของคุณแก้ต่างให้กับความเชื่อที่ผิด  แต่ในตอนนี้ผมสามารถตีกลับข้อความเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายข้อเหล่านั้นจึงตกไปเมื่อผมตรวจสอบจากมุมมองของความจริง

พระเจ้าทรงเอาใจใส่มนุษย์ด้วยความรัก

     ครั้งนี้ผมตั้งใจจะพูดถึงแผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์ แม้จะไม่ครอบคลุมได้ทั้งหมดภายในบทนี้  สิ่งที่พิจารณากันจะยืนยันให้เห็นว่าพระเจ้ามองคุณและผมอย่างไร ให้เราดูโยบ 7:17-18

17มนุษย์​เป็นใคร​หนอ ที่พระ​องค์​ทรงให้ความสำคัญกับเขา​มากขนาดนั้นและ​​พระ​องค์ทรง​ใส่​พระ​ทัยเขา 18ทรง​เยี่ยมเยียน​เขา​ทุก​เช้า และทรง​ตรวจสอบ​เขา​ทุก​ขณะ(ฉบับESV)

     มนุษย์เป็นใครกันหนอ?[5]  คำถามนี้มาจากสดุดี8:4  คำตอบโดยทั่วไปสำหรับคำถามนี้คือมนุษย์ไม่สำคัญอะไรเลย  แต่โยบ 7:17-18 กล่าวว่าพระเจ้าทรง​ให้ความ​สำ​คัญ​กับเขาอย่างมาก ที่ทรง​ใส่​พระ​ทัยมนุษย์จนถึงขนาดทรง​เยี่ยมเยียนเขา (หรือ​ทรง​ตรวจ​สอบ​​เขา) ทุก​เช้า

     เนื่องจากไม่มีเวลาพอที่จะตีความพระคัมภีร์ตอนที่น่าสนใจนี้ได้อย่างครบถ้วน  อันดับแรกเราสังเกตวิธีการแปลในแบบต่างๆในข้อ18 ที่แปลว่า “ทรงตรวจสอบเขาทุกเช้า” หรือ “ทรงทดสอบเขาทุกเช้า” หรือ “ลองดูเขาทุกเช้า”  เนื่องด้วยมีหลายวิธีที่จะแปลข้อความนี้ ฉะนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องรู้ต้นฉบับภาษาฮีบรู

ในส่วนแรกของข้อ18(“ทรงเยี่ยมเยียนเขาทุกเช้า”) คำภาษาฮีบรู “פָּקַד” (paqad)ซึ่งแปลว่า “เยี่ยม” หรือ “ตรวจสอบ” อาจมีความหมายที่แตกต่างอย่างมากจาก “เยี่ยม” หรือ “ตรวจสอบ”  ตัวอย่างเช่น คำนี้แปลไว้ใน1ซามูเอล 20:6 ว่า “ขาดไป” (“ถ้าเสด็จพ่อของท่านทรงสังเกตจริงๆว่าข้าพเจ้าขาดไป”) มันหมายความว่ารู้สึกขาดใครบางคนไปหรือเฝ้าคิดถึงใครบางคน  ดังนั้นเองด้วยความหมายที่เป็นไปได้นี้เราจึงสามารถอ่านโยบ 7:18ว่า “(พระเจ้า) ทรงเฝ้าคิดถึงเขา (มนุษย์) ทุกเช้า” เมื่อฟังดูแล้วคุณคิดอย่างไร?

ในข้อความต้นฉบับของโยบ 7:18(וַתִּפְקְדֶ֥נּוּ לִבְקָרִ֑ים לִ֜רְגָעִ֗ים תִּבְחָנֶֽנּוּ)นั้นคุณจะเห็นคำ “פָּקַד” (paqad, “ทดสอบ” หรือ “ตรวจสอบ” ที่ทำเครื่องหมายเป็นเงาไว้)  การอ่านภาษาฮีบรูนั้นคุณต้องรู้รากของคำ  สิ่งที่ยากของคำภาษาฮีบรูก็คือ คำเหล่านี้มักจะมีคำนำหน้าและคำต่อท้าย  คำนำหน้าและคำต่อท้ายของ “פָּקַד”ตรงนี้จะเห็นในข้อความที่ทำเครื่องหมายเป็นเงาไว้คือ “וַתִּפְקְדֶ֥נּוּ.”ที่คุณเห็นอยู่ตรงกลางก็คือรากของคำ “פָּקַד” (paqad)  นี่คือสิ่งที่ทำให้ภาษาฮีบรูเรียนยาก เพราะคุณจะสับสนได้ถ้าหากคุณไม่รู้รากของคำ  คำว่า “paqad” ดูแตกต่างไปเลยเมื่อมีคำนำหน้าและคำต่อท้าย

     พระเจ้าทรงทดสอบมนุษย์ หรือทรงตรวจสอบมนุษย์ หรือทรงเยี่ยมเยียนมนุษย์ “ทุกเช้า” หรือ “ในตอนเช้า” (לִבְקָרִ֑ים,liḇəqārîm)  เราเพิ่งเห็นใน 1ซามูเอล 20:6 ว่า “paqad” หมายถึง “ที่ขาดไป”  จะดีกว่าไหมถ้าจะแปลคำกล่าวของโยบว่า “ที่ขาดเขาไปทุกเช้า ที่คิดถึง”?  เมื่อคุณตื่นขึ้นและร้องเรียกว่า “ผู้เป็นที่รักของฉันอยู่ที่ไหน?” โดยรู้ว่าพระเจ้าทรงเฝ้าคิดถึงคุณทุกเช้า  ก่อนที่คุณจะลืมตาขึ้น พระองค์ก็ทรงอยู่ตรงนั้นเช่นเคย  แล้วทำไมจึงแปลตรงนี้ว่า “เยี่ยมเยียนเขาทุกเช้า” เพราะฟังดูเหมือนว่าพระเจ้าต้องเดินทางมาไกลเพื่อเยี่ยมเราในตอนเช้า?

     คำว่า “paqad” ยังอาจหมายความว่า “สุขสบาย” หรือ “ทุกข์สุข” ดังใน 1ซามูเอล 17:18 ที่ว่า “จงดู​ว่า​พี่ชาย​ของ​เจ้า​ทุกข์​สุข​อย่าง​ไรแล้วนำข่าวคราว​ของ​พวก​เขากลับมาด้วย” (ฉบับNASB)  เมื่อคุณอ่านพระคัมภีร์นั้น การดูความหมายที่เป็นไปได้อื่นๆของข้อความนั้นจะเป็นประโยชน์ อย่าอ่านข้อความจากแง่มุมว่าต้องเป็นแบบนั้นได้แบบเดียวหรือจากแง่มุมของการแปล  การแปลอาจพลาดจุดที่ดีของข้อความที่ลึกซึ้งและมีความหมาย

     “จงดู​ว่า​พี่ชาย​ของ​เจ้า​ทุกข์​สุข​อย่าง​ไร” (1ซามูเอล 17:18)  พี่ชายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?  เขาสุขสบายดีไหม?  ทุกๆเช้าพระเจ้าต้องการจะดูว่าคุณเป็นอย่างไร เพราะพระองค์ทรงคิดถึงคุณ  มันน่าสนใจที่พระคัมภีร์ภาษาอังกฤษบางฉบับแปลคำนี้ว่า “เยี่ยม” หรือ “ตรวจสอบ” เหมือนกับว่าคุณต้องถูกตรวจสอบทุกเช้า  แต่เราก็เห็นจากข้อความนี้ว่าพระเจ้าทรงคิดถึงคุณทุกเช้า และทรงเป็นห่วงความทุกข์สุขของคุณ

     เป็นไปได้ว่าโยบกำลังมองสิ่งต่างๆในแง่ลบในโยบ 7:17-18 โดยกล่าวว่าเขากำลังถูกพระเจ้าทรงทดสอบเขา  นั่นคือความหมายที่เป็นไปได้ของคำนั้น  แต่เมื่อค้นดูพจนานุกรมภาษาฮีบรูเล่มใดก็ได้ คุณจะพบความหมายที่เป็นไปได้หลายอย่างกับคำนั้น ผู้แปลต้องเลือกเอาจากหลายๆความหมายนั้น และด้วยเหตุผลใดไม่ทราบพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษบางฉบับก็ได้ตัดสินใจใช้ “ทรงทดสอบเขาทุกเช้า”  ฟังดูแล้วไม่ได้ทำให้สบายใจเลย ถ้าพระเจ้าจะทรงตรวจสอบคุณและทำให้คุณกระดุกกระดิกไม่ได้ทุกเช้า

     หรืออาจเป็นได้ว่า พระเจ้าทรงรักคุณมากจนพระองค์ต้องคอยตรวจสอบข้อบกพร่องของคุณทุกอย่าง เหมือนที่คู่สามีภรรยาทำกันตลอดทั้งวัน ซึ่งหมายความว่าโยบผู้น่าสงสารไม่มีที่จะหลบพ้นเลย!  ภรรยาจะว่าสามีว่า “เน็คไทของคุณเบี้ยว ผมของคุณก็ชี้  กินอาหารให้มันดีๆหน่อยได้ไหม?  เอานี่ กระดาษเช็ดปาก”  เธอตรวจสอบคุณไม่ใช่เฉพาะแค่ “ทุกเช้า” แต่ทุกขณะ และสามีก็ทำกับภรรยาอย่างเดียวกัน

     “มนุษย์​เป็นใคร​หนอ ที่พระ​องค์​ทรงให้ความสำคัญกับเขา​มากขนาดนั้นและ​​พระ​องค์ทรง​ใส่​พระ​ทัยเขา?”  โยบไม่ได้พูดถึงพระคริสต์เท่านั้นแต่พูดถึงมนุษย์โดยทั่วไปด้วย  เราตาบอดที่ไม่เห็นคำกล่าวอย่างตรงๆว่าพระเจ้าทรงจดจ่ออยู่กับมนุษย์ด้วยความรัก  เมื่อยังเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพนั้น เราจะให้เหตุผลที่ดีทุกอย่างกับพระเยซู และสิ่งที่ไม่ดีทุกอย่างก็ให้กับพวกเราที่เป็นมนุษย์

     มนุษย์เป็นใครกันหนอ?  เขาเป็นคนที่พระเจ้าคิดถึงและใส่พระทัยด้วย  พระเจ้าทรงใส่พระทัยคุณ!  ถ้าคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ข้อนี้กำลังพูดกับคุณอยู่!  ผมเคยเชื่อว่าพระเจ้าทรงคิดถึงแต่พระเยซูเป็นส่วนใหญ่ และคงใส่พระทัยผมก็เมื่อผมมีความเกี่ยวข้องกับพระเยซูเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าถ้าไม่เกี่ยวข้องกับพระเยซู คุณกับผมก็ไม่ได้มีค่าในตัวเราเอง  แต่ในพระคัมภีร์นั้นคุณมีค่ามากและมีค่ากับพระเจ้าโดยไม่ขึ้นกับพระเยซู  ความจริงแล้วพระเยซูผู้เป็นตัวแทนของมนุษย์ ทรงมีค่ากับพระเจ้าก็เพราะคุณ

     ให้เราดูโรม 8:32 ว่าคุณกับผมมีค่าอะไรในสายพระเนตรของพระเจ้าหรือไม่ โดยไม่ขึ้นกับพระเยซู  เป็นไปได้ไหมว่าคุณมีคุณค่ามากกว่าและยิ่งกว่าพระเยซู?  นั่นแทบจะเหลือเชื่อ  แต่ลองดูข้อที่คุ้นเคยนี้ว่า “พระ​องค์​ผู้​ไม่​ทรง​หวง​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​เองแต่​ประ​ทาน​พระ​บุตร​นั้น​เพื่อ​เรา​ทุก​คน​พระ​องค์​จะ​ไม่ยิ่งทรงเมตตา​ประ​ทาน​สิ่ง​สาร​พัด​แก่​เรา​พร้อม​กับ​พระ​บุตร​หรือ? (โรม8:32ฉบับNIV)

     พระยาห์เวห์ไม่ได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์ แต่ได้ประทานพระบุตรนั้นเพื่อเรา  เท่านั้นยังไม่พอ พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งสาร​พัดแก่เรา “พร้อมกับพระบุตร” ด้วย!  คุณรู้ซึ้งหรือยัง?  เมื่อคุณไตร่ตรองเรื่องนี้ คุณนึกถึงอะไร?  พระคริสต์ทรงมีค่าเป็นอันดับแรกและเรามีค่ารองลงมาในพระคริสต์หรือ?  คุณและผมมีค่าแต่เฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพระคริสต์หรือ?  หรือว่าคุณและผมมีค่าแม้จะไม่ขึ้นกับพระคริสต์?

     เมื่อพิจารณาถึงความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อคุณและต่อผมอย่างมากนั้น เป็นได้ไหมว่าพระองค์ทรงรักเรามากเท่ากับที่ทรงรักพระคริสต์?  เหตุใดพระองค์จึงประทานพระบุตรของพระองค์เพื่อไถ่คุณและผมด้วย ถ้าเรามีค่าน้อยกว่าพระบุตร?  ประหนึ่งว่าการประทานพระบุตรแก่เรานั้นก็ยังไม่พอ พระองค์จะประทานทุกสิ่งกับเราพร้อมกับพระบุตรด้วย  ถ้าหากพระเจ้าไม่ได้ทรงหวงพระบุตรของพระองค์กับเรา แล้วจะมีอะไรอีกที่พระองค์จะประทานให้เราไม่ได้?

     ผมอยากให้คุณเห็นว่าในสายพระเนตรของพระเจ้านั้น คุณมีค่าในตัวเอง  คุณค่าของคุณที่มีต่อพระเจ้านั้นไม่ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความเกี่ยวโยงกับพระคริสต์หรือไม่  เรามักจะคิดว่าพระเจ้าทรงรักพระคริสต์ แต่คุณสามารถ “เข้าร่วม” ได้อันเนื่องจากความเกี่ยวข้องของคุณกับพระคริสต์  นั่นคือวิธีที่เราคิดถึงมนุษย์  แต่เราลืมปฐมกาลไปหรือเปล่า?  พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงเพราะพระองค์ไม่มีอะไรจะทำหรือ จึงทรงฆ่าเวลาด้วยการกระดิกนิ้วเล่นอยู่ในสวรรค์และตรัสว่า “เราเบื่อแล้ว เราจะสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และดวงดาวสักหน่อย”?

     ถ้าคุณมีตาที่มองเห็นมิติทางวิญญาณของการทรงสร้าง คุณจะเห็นว่าในวันที่หกนั้นพระเจ้าทรงมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่มนุษย์  จากเรื่องราวในปฐมกาลดูเหมือนว่าพระเจ้าได้เริ่มการสร้างของพระองค์อีกครั้ง  คราวนี้ทรงปั้นมนุษย์ด้วยพระองค์เอง  พระเจ้าได้ทรงสร้างสัตว์ต่างๆด้วย แต่ความแตกต่างที่สำคัญก็คือพระเจ้าทรงระบายลมหายใจเข้าไปในจมูกของมนุษย์ แต่ไม่ได้ทรงระบายลมหายใจเข้าไปในจมูกของสัตว์ทั้งหลาย  ลมหายใจไม่ได้มีไว้เพื่อให้ร่างกายมีชีวิต เพราะไม่เช่นนั้นพวกสัตว์จะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร?  ปฐมกาลไม่เคยบันทึกไว้ว่า พระเจ้าทรงระบายลมหายใจเข้าไปในสิงโต หมี หรือสัตว์อื่นๆ แต่กระนั้นพวกมันก็มีชีวิตอยู่

     เห็นได้ชัดว่าลมหายใจของพระเจ้าไม่ได้แค่ให้ชีวิตฝ่ายร่างกายเท่านั้น  พระเจ้าทรงระบายลมหายใจเข้าไปในมนุษย์และมนุษย์จึงกลายเป็นจิตวิญญาณที่มีชีวิต  พระเจ้าทรงปลูกสวนให้มนุษย์และทรงสามัคคีธรรมกับเขาที่นั่น  เมื่อมนุษย์ทำบาป พระเจ้าก็คลุมเขาด้วยหนังสัตว์และลบมลทินให้เขา  พระเจ้ายังตรัสกับงูด้วยว่า พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของมันแหลก (ปฐมกาล 3:15)[6] ซึ่งเปาโล กล่าวถึงในโรม 16:20 ว่า“ไม่​ช้า​พระ​เจ้า​แห่ง​สันติ​สุข จะ​ทรง​ปราบ​ซาตาน​ให้​ยับเยิน​ลง​ใต้​ฝ่า​เท้า​ของ​ท่าน​ทั้ง​หลาย”

     เราต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่า พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งเพื่อเรา  และหน้าที่ของพระเยซูในแผนการของพระเจ้าก็คือทำให้แผนการที่มีกับมนุษย์นั้นสำเร็จ  ดังนั้นเราดำรงอยู่เพื่อพระเยซูหรือว่าพระเยซูทรงดำรงอยู่เพื่อเรากันแน่?  คำตอบของความเชื่อในตรีเอกานุภาพก็คือ เราดำรงอยู่เพื่อพระเยซู  เราควรจะหาดูคำตอบของพระคัมภีร์  แต่ตอนนี้ผมจะไม่เข้าไปในรายละเอียดนั้น

เราไม่สามารถยอมรับความเป็นมนุษย์ของพระเยซูได้

     ก่อนที่จะออกจากเรื่องความเชื่อในตรีเอกานุภาพและเข้าเรื่องการอธิบายพระคัมภีร์ ผมอยากจะพูดหนึ่งหรือสองประเด็น  จากคำถามที่ถามนั้น ผมเห็นได้ว่าคริสเตียนบางคนไม่รู้วิธีคิด หรือไม่อยากจะคิดในทางอื่นนอกจากในทางความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  พวกคุณบางคนอาจสรุปแบบนี้ว่า

“เป็นความจริงที่เราไม่ได้ให้บทบาทที่สมควรกับพระยาห์เวห์พระบิดาของเรา หรือบทบาทอะไรกับพระองค์เลย  พระนามของพระยาห์เวห์ไม่มีให้ได้ยินในคริสตจักร และไม่พบในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับต่างๆ ไม่พบแม้แต่ในพระคัมภีร์เดิม  นี่เป็นความจริงที่ว่าเราได้ปัดพระยาห์เวห์ออกไปเสียสิ้น  เพราะฉะนั้นผมก็เห็นสมควรและยอมอะลุ้มอล่วย ผมจะให้ความสำคัญกับพระยาห์เวห์มากขึ้นในชีวิตของผม  พระยาห์เวห์จะทรงมีบทบาทร่วมกับพระเยซูในชีวิตของผม นั่นคือพระยาห์เวห์50%พระคริสต์ 50%  ทั้งสองพระองค์จะครองบัลลังก์ชีวิตของผม  ผมจะนมัสการพระยาห์เวห์ แต่ผมก็จะนมัสการพระเยซูต่อไปเหมือนเดิม”

“ผมนมัสการพระเยซูมา 20หรือ 30ปี (สำหรับผมคือ 50ปี) และพระเจ้าทรงดีต่อผมตลอดมา  ในช่วงเวลาที่ผมเชื่อในตรีเอกานุภาพนั้น พระเจ้าทรงอวยพรผมและผมไม่เคยถูกสาปแช่งให้ตาย  ด้านการเงินของผมก็ไปได้ดี  ผมไม่เคยต้องเจ็บหนัก  เพื่อนของผมบางคนได้เสียชีวิตแต่ผมยังมีชีวิตอยู่  แล้วทำไมผมจึงควรหยุดอธิษฐานกับพระเยซูด้วย?  บัญชีธนาคารของผมก็ไม่มีปัญหา  ผมมีสุขภาพที่ดี  การอธิษฐานกับพระเยซูพระเจ้าของเราก็ดูเหมือนจะได้ผลนี่”

“ผมยอมรับว่าชาวคานาอันได้อธิษฐานขอฝนกับพระบาอัลแล้วฝนก็ตก[7] เป็นความจริงที่พระเจ้าไม่ได้ให้ฟ้าผ่าลงมาคร่าชีวิตของพวกเขา  แม้พระองค์จะทรงส่งชาวอิสราเอลข้ามแม่น้ำจอร์แดนเพื่อกวาดล้างพวกเขา แต่พระเจ้าไม่ได้ทรงทำอย่างนั้นกับเรา  เราอธิษฐานกับพระเยซูและเราก็หายป่วยและมีสุขภาพดี และไม่เคยต้องถูกฟ้าผ่าตาย  แต่ตอนนี้เราจะให้พระยาห์เวห์มีบทบาทมากขึ้นสักหน่อย  เราจะอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์และเราก็จะอธิษฐานต่อพระเยซู แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย”

     ปัญหาก็คือ คุณกับผมได้นมัสการพระเยซูมาตลอดชีวิตของเรา เราจึงไม่สามารถจะรับความจริงที่ว่าพระเยซูทรงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาได้  ที่บอกว่า “ธรรมดา” นั้นเราหมายถึงอะไร?  ก็หมายถึงพระเยซูทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่พระเจ้า ไม่มีอะไรที่มากกว่านั้น พระองค์อาจเป็นมนุษย์ที่พิเศษแต่ก็ยังเป็นแค่มนุษย์คนหนึ่ง  ความเป็นจริงก็คือว่า สำหรับเราแล้วพระเยซูไม่เคยเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง  ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพทั้งหลายจะยอมรับว่าพระเยซูทรงมีร่างกายของมนุษย์ คือร่างกายเนื้อหนังเหมือนกับคุณและผม แต่ข้างในร่างกายนั้นมีพระเจ้าพระบุตรประทับอยู่ และไม่ใช่มนุษย์  นั่นเป็นการกำหนดขึ้นของความเชื่อในแบบอธานาเซียสหรือในแบบตรีเอกานุภาพ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ของศาสนศาสตร์ ว่าเป็นความเข้าใจเกี่ยวกับพระคริสต์ตามแบบอเล็กซานเดรีย[8]ที่ได้ชัยชนะในการประชุมสังคายนาแห่งไนเซียและหลังจากนั้นมา

     เราไม่เคยคิดจริงๆว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์คนหนึ่ง  และเมื่อบรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพพูดว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์อย่างแท้จริงนั้น พวกเขาไม่ได้หมายความว่าพระเยซูทรงมีร่างกายมนุษย์เหมือนกับของเรา  ถ้าคุณตอกตะปูตรึงพระกายของพระองค์กับกางเขน โลหิตจะไหลออกมา  แต่ผู้ที่ถูกตรึงจริงๆก็คือพระเจ้า ดังนั้นจึงเป็น “พระเจ้าที่ถูกตรึงกางเขน” ตามที่มอลท์มานน์[9]กล่าวไว้  ในหลักคำสอนของความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้น พระเยซูไม่ได้เป็นมนุษย์เหมือนเรา  พระองค์จะไม่มีทางเป็นหนึ่งในพวกเราจริงๆตามข้อกำหนดที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพอ้างถึงพระองค์  ตามหลักข้อเชื่ออธานาเซียนั้นจิตวิญญาณที่สามารถคิดอย่างมีเหตุผลของมนุษย์ของพระองค์ได้ถูกแทนที่โดยพระเจ้าพระบุตร ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ในตอนที่บังเกิดจากหญิงพรหมจารี

     ตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพแล้วพระเยซูไม่เคยเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  ที่พระเยซูทรงถูกทดลองเหมือนกับเราทุกประการ (ในฮีบรู 4:15)[10]ก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้นจริงๆตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพ เพราะ​​ความ​ชั่ว​จะ​มา​ล่อ​พระ​เจ้า​ให้​หลง​ไม่ได้ (ยากอบ 1:13)[11]  ถ้าพระเจ้าพระบุตรผู้สถิตอยู่ในพระเยซูนั้นไม่สามารถจะถูกทดลองได้ แล้วจะเป็นอะไรหรือที่จะสามารถถูกทดลองได้?  พระหัตถ์ของพระองค์หรือ?  พระกรของพระองค์หรือ?  ความเชื่อในตรีเอกานุภาพปฏิเสธพระคัมภีร์เมื่อกล่าวว่าสิ่งที่อยู่ข้างในพระเยซูคือพระเจ้า ไม่ใช่มนุษย์

     พระคัมภีร์พูดถึงพระเยซูว่าเป็นมนุษย์คนที่สอง (1 โครินธ์ 15:47)[12] แต่คำนิยามของพระคัมภีร์เกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์นี้ไม่สามารถเป็นจริงได้ในความเชื่อตรีเอกานุภาพ เพราะพระเยซูตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพนั้นไม่เหมือนกับมนุษย์คนแรก  อันที่จริงพระองค์ก็ไม่ใช่มนุษย์ ตามนั้นเลย  เพราะมนุษย์นั้นไม่ได้มีแค่ร่างกายของมนุษย์แต่จะต้องมีจิตวิญญาณของมนุษย์ด้วย  ถ้าไม่มีวิญญาณมนุษย์อยู่ภายในพระองค์ พระเยซูก็ไม่ใช่มนุษย์  นั่นเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่บรรดาบรรพบุรุษของคริสตจักรในยุคแรกๆต้องต่อสู้  และเนสโตเรียส[13]ยังชี้ให้เห็นว่า ด้วยองค์ประกอบภายในที่มีร่างกายของมนุษย์แต่ไม่มีวิญญาณของมนุษย์ พระเยซูจึงไม่ใช่มนุษย์  ผู้อยู่ฝ่ายตรงข้ามเขารู้ว่าเขาพูดถูก แต่พวกเขาไม่สามารถหาคำตอบที่ดีกว่านี้ได้  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นพระเจ้า 100% และเป็นมนุษย์ 100%  เพราะว่าผลลัพธ์ที่คุณได้ก็คือไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป แต่เป็นการรวมสองบุคคลเข้าด้วยกันให้มีอยู่จริงที่ทำหน้าที่ไม่ได้

     ทำไมผมจึงพูดเรื่องทั้งหมดนี้?  เพราะพวกคุณบางคนต้องการจะอะลุ้มอล่วย  ผมจะบอกพวกคุณว่าการอะลุ้มอล่วยจะไม่ทำให้คุณได้อะไร เพราะสิ่งที่คุณจะได้นั้นไม่ใช่ทั้งพระเจ้าและมนุษย์  ในพระคัมภีร์ได้บอกไว้ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระยาห์เวห์ และไม่มีผู้ใดที่เรียกว่า “พระเจ้าพระบุตร”  คุณกำลังกันพระเจ้าพระยาห์เวห์และกันมนุษย์ออกไป และสุดท้ายคุณก็จะได้คนที่เป็นพระเจ้าก็ไม่ใช่ เป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่  ในเทพนิยายจะมีครึ่งคนครึ่งสัตว์คือมีครึ่งหนึ่งเป็นคนและอีกครึ่งหนึ่งเป็นม้า หรือนางเงือก ที่ครึ่งบนเป็นหญิงสาวและครึ่งล่างเป็นปลา ไม่ได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นม้าก็ไม่ใช่และจะเป็นผู้ชายก็ไม่ใช่ จะเป็นปลาก็ไม่ใช่และจะเป็นหญิงสาวก็ไม่ใช่ จะเป็นวัวก็ไม่ใช่และจะเป็นชายหนุ่มก็ไม่ใช่  เรากำลังทำให้พระคริสต์เป็นอะไรหรือ?  ผลที่ออกมาจากทั้งหมดนี้ก็คือเรากันพระยาห์เวห์ออกไปและกันมนุษย์ออกไป 

พระเจ้าทรงรักมนุษย์ที่ไม่น่ารัก

     พระเจ้าทรงรักพระเยซูไม่ใช่เพราะว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า แต่เพราะพระองค์ทรงเป็นมนุษย์  ผมไม่ได้กำลังส่งเสริมความคิดของผมเอง แต่นำเสนอสิ่งที่เราเห็นในพระคัมภีร์  ที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ พระเจ้าทรงรักพระเยซูเพราะไม่มีอะไรที่น่ารักเกี่ยวกับมนุษย์เลย! แต่พระเจ้ายังทรงรักเราผู้ไม่น่ารัก  พระองค์ทรงรักชนอิสราเอล ถึงกับตรัสว่า “คน​อิสราเอล​เป็น​บุตร​หัวปี​ของ​เรา”[14]​(อพยพ4:22)

     การได้อยู่ในอิสราเอลเป็นเวลาหลายเดือน ผมจึงรู้ว่าชาวยิวจัดอยู่ในกลุ่มคนที่จะรักได้ยากที่สุดในโลก  คุณจะรู้ว่าผมหมายถึงอะไร ถ้าคุณใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางพวกเขา  บางครั้งผมก็สงสัยว่าทำไมพระเจ้าจึงได้ทรงเลือกที่จะรักคนเหล่านี้  โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกับคนยิว  ปกติแล้วผมเข้ากับพวกเขาได้ดี แต่คุณจะต้องมีใจกว้างมากที่จะให้อภัย

อะไรที่ทำให้รักคนยิวได้ยาก?  มีใครเคยถามไหมว่า ทำไมคนเยอรมันโดยเฉพาะพวกนาซีจึงฆ่าชาวยิวหกล้านคนในห้องรมแก๊สและด้วยวิธีอื่นๆ?  มีใครเคยอยากถามไหมว่าอะไรเป็นมูลรากของการต่อต้านชาวยิว?[15] เป็นไปได้อย่างไรกัน ที่คนเราจะถูกเกลียดชังอย่างมากจากคนเยอรมันทั้งชาติ ทั้งๆที่พวกเขาก็ได้อาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุ และก็พูดภาษาเยอรมันเหมือนชาวเยอรมัน?  นั่นเป็นเพราะชาวเยอรมันมีความวิปริตทางจิตหรือ?  พวกชาวยิวถูกเกลียดชังโดยไม่มีสาเหตุหรือ?  ลองอาศัยอยู่ในอิสราเอลดูสักพักคุณก็จะพบคำตอบ

     ผมเกือบไม่ได้เข้ามาศึกษาในอิสราเอลเมื่อพวกเขาโกรธผม  ผมกำลังต่อวีซ่าอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่แผนกวีซ่าพูดกับผมว่า “คงจะมีคนจีนหลายล้านสินะ”  ผมตอบว่าใช่  แล้วเขาก็พูดว่า “คุณรู้ไหมว่ามีชาวยิวกี่คน?  ก็แค่ไม่กี่ล้านหรอก แต่พวกเรามีอยู่ทุกที่ทุกแห่งในโลกนี้  แล้วคนจีนล่ะอยู่ที่ไหนกันมั่ง?”  ผมพูดกับตัวเองว่า “ชายคนนี้ตาบอดหรือเปล่า?”  เขาจงใจจะพูดเรื่องที่ทำให้คนอื่นรำคาญ  เขาไปโกรธใครมาหรือ?  เขาเป็นคนมีปมด้อยหรือ?  คนจีนก็มีอยู่ทุกที่เช่นกัน แต่ผมไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนั้น  ผมมองเขาแล้วก็เดินออกไป  ผมไม่อยากเสียเวลากับผู้ชายคนนี้  เขาคิดว่าพูดแบบนั้นแล้วจะผูกมิตรกับคุณอย่างนั้นหรือ?  หรือคุณกำลังประทับใจที่มีคนยิวอยู่ในทุกแห่งหนหรือ?  ท่าทีแบบนี้น่ารำคาญ ดังนั้นคุณจึงต้องมีใจกว้างมากที่จะให้อภัย

     ชาวเยอรมันส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องการทำลายล้างชาวยิวเมื่อกำลังเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น แต่พวกที่รู้รวมทั้งทหารทั่วไปบางคนก็ยินดีให้ความร่วมมือในเรื่องนี้  ผมไม่ทราบว่าในสถานการณ์เหล่านั้นมีใครที่คัดค้านการทำลายล้างชาวยิวบ้าง?  ถ้าหากคุณถูกเกลียดชัง คุณควรต้องถามว่าคุณได้ทำอะไรที่จุดชนวนความเกลียดชังนั้นไหม?

     แต่เมื่อผมคิดถึงเรื่องนี้ ผมพูดว่า “คนเหล่านี้ที่ไม่น่าคบมากที่สุด แต่กระนั้นพระเจ้าก็ทรงเลือกคนที่ไม่น่ารักเหล่านี้ที่จะทรงสำแดงความรักของพระองค์ด้วย”  เรารักคนในหลายๆประเทศได้ง่ายเพราะพวกเขาเป็นคนใจดีและสุภาพ  เมื่อผมไปเที่ยวประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ผมพูดกับตัวเองว่า “โอ้โห คนพวกนี้ช่างสุภาพดี”  เมื่อคุณเดินเข้าไปในร้านค้า พวกเขาก็ทักทายคุณอย่างอบอุ่น  ทุกคนน่ารักและสุภาพ  คุณจะไม่เจอข้อบกพร่องของพวกเขาเลย  ผู้มาเยือนสวิสเซอร์แลนด์ต่างกลับไปด้วยความประทับใจที่ดีๆ

     ผมเป็นเพื่อนกับไม่กี่คนในอิสราเอล มีพันเอกชาวดัทช์ พันตรีชาวฝรั่งเศส นักวิชาการชาวนอร์เวย์ แต่ไม่มีชาวยิวแม้แต่คนเดียว  พันเอกชาวดัทช์เป็นผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติพักอยู่ข้างห้องผมและเราได้มาเป็นเพื่อนกัน  ภายหลังผมได้ไปเยี่ยมเขาในฮอลแลนด์  พันตรีชาวฝรั่งเศสพักอยู่ห้องตรงข้ามกับผมและเราก็มาเป็นเพื่อนกัน  ส่วนชาวนอร์เวย์นั้น เขากับผมเรียนภาษาฮีบรูด้วยกัน  ยังมีชาวอังกฤษคนหนึ่งที่เรียนภาษาฮีบรูพร้อมกับผม และต่อมาได้เป็นศาสตราจารย์ด้านภาษาฮีบรู  มันกลายเป็นว่าเพื่อนที่ผมรู้จักในอิสราเอลนั้นไม่ใช่ชาวยิว  ผมคิดว่า “จะหาเพื่อนชาวยิวได้ที่ไหน?”  ผมไปที่นั่นเพื่อเรียนภาษาฮีบรู และผมก็ยินดีที่จะเป็นเพื่อนกับชาวยิว

     ประเด็นของผมก็คือ พระเจ้าไม่ได้เลือกคุณและผมเพราะเราน่ารัก แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงพอพระทัยที่จะรักคนที่ไม่น่ารัก  นั่นเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจได้  มีชาติไหนหรือชนชาติไหนที่เป็นเป้าของการถูกทำลายล้างถึงขนาดของชาวยิวไหม?  ชาวยิวถูกหมายหัวและไม่ใช่แค่ในเยอรมันเท่านั้น  ในหลายประเทศที่พวกเขาอาศัยอยู่ก็ไม่มีใครชอบพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโปแลนด์หรือที่อื่นๆ  ชาวยิวในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่จะพ้นจากปัญหานี้  นั่นคงเป็นเพราะพวกเขาอาจเรียนรู้ที่จะเข้ากับสังคม และคิดได้ว่าไม่จำเป็นที่พวกเขาเองต้องทำตัวให้ใครเกลียด

     พระเจ้าทรงเลือกที่จะรักคุณและผม  พระเยซูตรัสว่า “ข้า​พระ​องค์​อยู่​ใน​พวก​เขา และ​พระ​องค์​อยู่​ใน​ข้า​พระ​องค์ ขอให้​พวก​เขาได้​รวม​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน​อย่าง​สม​บูรณ์เพื่อให้​โลก​รู้​ว่า​พระ​องค์​ทรง​ส่ง​ข้า​พระ​องค์​มา และได้​​ทรง​รัก​พวก​เขา​เหมือน​ที่พระองค์​​ได้ทรง​รัก​ข้า​พระ​องค์”(ยอห์น17:23ฉบับ NIV)

     พระเจ้าทรงรักเหล่าสาวกเหมือนที่พระองค์ทรงรักพระเยซู!  คุณเคยตระหนักถึงสิ่งนี้ไหม?  นี่ก็แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงรักคุณและผมมากขนาดไหน!  และพระองค์ทรงรักพระเยซูมากเพียงใด?  คุณอาจจะตอบว่า “พระเจ้าทรงรักพระเยซูโดยไม่มีขีดจำกัด!”  แต่เกณฑ์ความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อพระเยซูนั้น ก็คือเกณฑ์ความรักของพระเจ้าที่ทรงมีต่อเหล่าสาวก!  พระเจ้าทรงรักคุณและผมมากเท่ากับที่พระองค์ทรงรักพระเยซูจริงหรือ?  ถ้าคุณยังไม่แน่ใจก็ให้ค้นคำว่า “καθώς” (kathōs) ในพจนานุกรมที่แปลว่า “อย่างที่ ในทำนองเดียวกัน ในลักษณะเดียวกัน ในระดับเดียวกัน เท่ากันกับ”

แนวคิดใหม่ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงมองมนุษย์นั้น ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับหลักคำสอนเรื่องความเลวทรามไปหมด  พระยาห์เวห์ทรงรักพระเยซูอย่างไร พระยาห์เวห์ก็ทรงรักคุณอย่างเดียวกัน (καθώς,kathōs)  ดังนั้นคุณจะซาบซึ้งใจว่าทำไมเราจึงต้องรักพระยาห์เวห์  เรารักพระองค์ก็เพราะว่าพระองค์ทรงรักเราก่อน

ถ้าผมสามารถทำให้คุณเข้าใจประเด็นนี้ได้ มันก็เพียงพอแล้วสำหรับครั้งนี้  พระเจ้าตรัสถึงพระเยซูว่าเป็น “บุตรที่รักของเรา” (มัทธิว3:17) แต่พระเจ้าทรงรักคุณมากเท่ากับที่พระองค์ทรงรักพระบุตรที่รัก (ἀγαπητός, agapētos) ของพระองค์

ในข้อความภาษากรีกจากยอห์น17:23ที่กล่าวว่า “และ​ได้ทรง​รัก​พวก​เขา​เหมือน​อย่าง​ที่พระองค์​ได้ทรง​รัก​ข้า​พระ​องค์” คือ “καὶ ἠγάπησας αὐτούς, καθὼς ἐμὲ ἠγάπησας”  จงสังเกตคำที่ขีดเส้นใต้สองคู่ คำที่ขีดเส้นใต้คู่ที่สอง (“ได้ทรงรักข้าพระองค์”) นั้น อยู่ในรูปของ กาลกริยาที่กระทำแล้ว (Aorist)[16]  ในคำที่ขีดเส้นใต้คู่แรก (“ได้ทรงรักพวกเขา”)  “ἠγάπησας” (“ได้ทรงรัก”) คำเดียวกันนี้ก็อยู่ในรูปของกาลกริยาที่กระทำแล้วเช่นกัน ซึ่งคราวนี้กำลังกล่าวถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเหล่าสาวก  พูดง่ายๆก็คือภายในประโยคเดียวกันนี้ พระเยซูตรัสถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเหล่าสาวกและความรักของพระเจ้าที่มีต่อพระเยซู  รูปแบบไวยากรณ์อย่างเดียวกันของทั้งสองส่วนนี้ที่เชื่อมด้วยคำ “καθώς” (kathōs, เหมือนกันกับ ในแบบเดียวกัน) บอกกับเราว่าพระเจ้าทรงรักคุณเหมือนที่พระองค์ทรงรักพระเยซู ซึ่งไม่เพียงแค่ในอนาคตเท่านั้นแต่ในอดีตด้วย (แต่ Aorist ก็เป็นกาลกริยาที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่ในอดีต)  พระยาห์เวห์ได้ทรงรักเหล่าสาวกเหมือนที่ทรงรักพระเยซู

เอเฟซัส1:แผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์

     ให้เราสำรวจเอเฟซัสบทที่หนึ่งเพื่อดูการเชื่อมโยงกันนี้   เราจะไม่ครอบคลุมทั้งบท แต่ผมหวังว่าคุณจะอ่านเอเฟซัสในแบบที่คุณอาจไม่เคยอ่านมาก่อน

     เอเฟซัส 1:3กล่าวว่า “ถวายสรรเสริญ​แด่​พระ​เจ้า​พระ​บิดา​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​เราผู้​ทรงอวย​พรเราด้วยพระพร​ฝ่าย​วิญ​ญาณ​​ทุกอย่าง​ใน​สวรรค​สถาน​ใน​พระ​คริสต์”​(ฉบับ NASB)  พระเจ้าได้ทรงอวยพรคุณและผมทางพระคริสต์  คุณเคยกับคิดแบบนั้นไหม?  คุณอาจจะคิดว่าพระเจ้าทรงอวยพรพระคริสต์ แต่เราล่ะ?  ความจริงก็คือว่า พระเจ้าทรงส่งพระคริสต์มาเพื่ออวยพรเรา ไม่ใช่ในแบบที่จำกัด  แต่ “ด้วยพระพรฝ่ายวิญญาณทุกอย่างในสวรรคสถาน”!เปาโลจึงเผยให้เห็นความลึกซึ้งและความสวยงามของความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา

4..เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเลือกเราในพระคริสต์ ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก เพื่อเราจะบริสุทธิ์และปราศจากตำหนิเฉพาะพระพักตร์พระองค์  5พระ​องค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้า​ให้มาเป็นบุตรทางพระเยซูคริสต์ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์ 6เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระองค์ ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่เราเปล่าๆในพระผู้เป็นที่รักยิ่ง  7ในพระองค์เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ ได้รับการยกโทษจากการละเมิดของเราตามพระคุณอันอุดมของพระองค์ 8ซึ่งพระองค์ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น  ด้วยปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง 9พระองค์ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์ตามความตั้งพระทัยอันดีของพระองค์ที่ทรงมุ่งหมายไว้ในพระองค์10ด้วยพระประสงค์ว่าเมื่อเวลาครบกำหนดแล้วก็จะทรงรวบรวมทุกสิ่งที่อยู่ในสวรรค์และบนโลกไว้ในพระคริสต์ (เอเฟซัส 1:4-10ฉบับ NASB)

     จงสังเกตคำว่า “แก่เรา” และ “เรา” ที่กล่าวซ้ำ  โดยทางพระคริสต์นั้นพระเจ้าทรงอวยพระพรเรา เลือกเรา กำหนดเรา ประทานพระคุณแก่เรา ยกโทษบาปของเรา และทรงเปิดเผยความล้ำลึกในพระประสงค์ของพระองค์กับเรา  พระองค์ทรงเลือกเราเหมือนกับที่พระองค์ทรงเลือกพระคริสต์

     คุณรู้ไหมว่าคุณดำรงอยู่ก่อน?  มีบางคนถามผมเกี่ยวกับการดำรงอยู่ก่อนของพระคริสต์ ดูตามพระคัมภีร์ตอนนี้แล้ว พระเจ้าได้ทรงเลือกเราในพระคริสต์ตั้งแต่เมื่อไร?  มันเกิดขึ้น “ตั้งแต่ก่อนทรงสร้างโลก”  ยินดีด้วยที่คุณเพิ่งค้นพบว่าคุณดำรงอยู่ก่อน!  ผมกำลังชี้ให้เห็นพระคัมภีร์ข้อนี้เพราะมักจะถูกยกมาพิสูจน์การดำรงอยู่ก่อนของพระคริสต์  แต่ข้อนี้ไม่ได้กำลังพูดถึงพระคริสต์แต่กำลังพูดถึงการเลือกเราในพระคริสต์  สิ่งนี้ได้เกิดขึ้นก่อน “การทรงสร้างโลก”  และด้วยจุดประสงค์อะไรหรือ?  ก็ด้วยจุดประสงค์ที่เราจะ “บริ​สุทธิ์​และ​ปราศ​จาก​ตำ​หนิ​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​องค์”

     ข้อที่5 กล่าวว่า “พระ​องค์ทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้า​ให้มาเป็นบุตรทางพระเยซูคริสต์” และนี่ก็ตั้ง​แต่​ก่อน​ทรง​สร้าง​โลกอีกด้วยพระคริสต์เสด็จมาเพื่อให้พระยาห์เวห์ทรงอวยพรเราได้ในพระองค์หรือทางพระองค์  และพระเจ้าได้ทรงเลือกเราในพระคริสต์และทรงกำหนดเราไว้ล่วงหน้า“ตามพระประสงค์อันดีของพระองค์” (ฉบับ NASB) หรือ “ตามที่ชอบพระทัยของพระองค์” (ฉบับ NKJV)

นั่นเป็นความชอบพระทัยของพระเจ้า ที่จะทรงอวยพรเรา เลือกเรา และกำหนดเราไว้ล่วงหน้า ให้มาเป็นบุตรของพระองค์ “เพื่อ​เป็นการสรรเสริญ​พระ​คุณ​อันประเสริฐ[17] (ของพระยาห์เวห์) ซึ่งพระองค์ประทานให้แก่เราเปล่าๆในพระผู้เป็นที่รักยิ่ง”​[18]  เราได้เห็นคำ “เป็นที่รัก” (เช่น “บุตรที่รักของเรา” ในมัทธิว 3:17)คำนี้ในต้นฉบับภาษากรีกของเอเฟซัส1:6ไม่ได้อยู่ในรูปของคำนามหรือคุณศัพท์ แต่อยู่ในรูปของกริยา (“ผู้ที่เป็นที่รัก”) ซึ่งพระคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษมักจะแปลเป็นคำนาม (“ผู้เป็นที่รัก”)

     เปาโลกล่าวต่อไปว่า (ข้อต่อไปนี้ถูกอ้างอิงอีกครั้งพร้อมด้วยคำอธิบายในวงเล็บ)

7ในพระองค์ (พระคริสต์) เราได้รับการไถ่โดยพระโลหิตของพระองค์ ได้รับการยกโทษจากการละเมิดของเรา ตามพระคุณอันอุดมของพระองค์ (พระยาห์เวห์) 8ซึ่งพระองค์ (พระยาห์เวห์) ประทานแก่เราอย่างเหลือล้น ด้วยปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง 9พระองค์ (พระยาห์เวห์) ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์ (พระยาห์เวห์) ตามความตั้งพระทัยอันดีของพระองค์ (พระยาห์เวห์) ที่ทรงมุ่งหมายไว้ในพระองค์ (พระคริสต์)10ด้วยพระประสงค์ (ของพระเจ้า) ว่าเมื่อเวลาครบกำหนดแล้วก็จะทรงรวบรวมทุกสิ่งที่อยู่ในสวรรค์และบนโลกไว้ในพระคริสต์ (ฉบับ NASB)

     คุณเห็นความรักที่เกินอธิบายของพระยาห์เวห์ที่มีต่อเราไหม? เปาโลกล่าวว่าพระยาห์เวห์ “​ทรงอวย​พรเราด้วยพระพร​ฝ่าย​วิญ​ญาณ​​ทุกอย่าง​ใน​สวรรคสถาน​ใน​พระ​คริสต์” (ข้อ 3)  จากนั้นเปาโลก็แจกแจงเนื้อหาของพระพรนั้นว่ามีอะไรบ้าง โดยให้รายการพระพรมากมายกับเรา  จากคำยืนยันว่าเราได้รับพระพรด้วย “พระพร​ฝ่าย​วิญ​ญาณ​ทุกอย่างใน​สวรรค​สถาน​” นั้นเราเห็นว่า ไม่เพียงแต่พระยาห์เวห์จะทรงอวยพรเราในอนาคต แต่พระองค์ยังได้ประทานมรดกฝ่ายวิญญาณให้แก่เราแล้วด้วย  คุณรู้ไหมว่าคุณได้รับพระพรมากแค่ไหน?  เมื่อภาระทั้งหลายของโลกกำลังรุมล้อมและบีบคั้นคุณ ขอให้จำไว้ว่า พระองค์ได้ทรงอวยพรคุณและได้ทรงเลือกคุณ

     ตรงนี้เป็นอีกอย่างที่ผมหวังว่าคุณจะจดจำไว้ในใจของคุณว่า จริงๆแล้วทุกสิ่งที่นำมาใช้กับพระคริสต์ในพระคัมภีร์ใหม่ก็นำมาใช้กับเรา  เมื่อพระเยซูทรงถูกเลือกไว้ เราก็ถูกเลือกไว้เช่นกัน  เมื่อพระเยซูทรงเป็นพระบุตร เราทั้งหลายก็เป็นบุตรเช่นกัน

     ก่อนหน้านี้ผมได้ถามว่า เราดำรงอยู่เพื่อพระคริสต์หรือว่าพระคริสต์ดำรงอยู่เพื่อเรา?  คำตอบในเอเฟซัสบทที่ 1 ก็คือ พระเจ้ากำลังทรงทำสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเพื่อเราทางพระเยซูคริสต์  ในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้านั้น พระคริสต์ทรงเป็นตัวแทนที่เราได้รับพระพรของพระเจ้า เช่น การทรงเลือก การถูกรับเป็นบุตร การไถ่ และการยกโทษบาป  สิ่งเหล่านี้คือพระพรฝ่ายวิญญาณบางส่วนที่พระองค์ได้ “ประทานอย่างเหลือล้น” แก่เรา  คำว่า “ประทานอย่างเหลือล้น”หมายถึงว่าพระเจ้าทรงควักเงินจากกระเป๋าของพระองค์และประทานให้เราหรือ? “การประทานอย่างเหลือล้น” หมายถึงอย่างนี้มากกว่าว่า “เอ้านี่..เงินทั้งหมดกระเป๋าของเรา  เอาไปให้หมด เอาไปทั้งปึกเลย!” เมื่อเปาโลกำลังพูดถึงการ “ประทานอย่างเหลือล้น” ของพระเจ้านั้น เขาไม่ได้กำลังหมายถึงพระคริสต์ แต่กำลังหมายถึงเรา ที่เป็นจุดมุ่งหมายของการประทานอย่างเหลือล้นนี้ 

     เปาโลกล่าวต่อว่า “ด้วยปัญญาและความเข้าใจทั้งปวง พระองค์ทรงโปรดให้เรารู้ความล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์ตามความตั้งพระทัยอันดีของพระองค์ที่ทรงมุ่งหมายไว้ในพระคริสต์”พระเจ้าทรงเผยความล้ำลึกแห่งพระประสงค์ของพระองค์กับเรา ไม่ใช่กับพระคริสต์ แม้ว่าพระคริสต์จะทรงเป็นเครื่องมือหรือตัวแทนที่พระเจ้าทรงนำพระพรทุกอย่างมาถึงมนุษย์เปาโลสรุปโดยกล่าวว่า ทุกสิ่งที่อยู่ในสวรรค์และในแผ่นดินโลกถูกรวบรวมไว้ในพระคริสต์

ที่ผ่านมาผมไม่ได้เข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้อง  ผมคิดว่าพระคริสต์ทรงเป็นจุดศูนย์กลางของพระประสงค์ของพระเจ้า และเราเป็นเพียงส่วนเสริมหรือเพิ่มเติม  ตลอดมานั้นเราได้รับการปลูกฝังให้เห็นว่าเป็น “พระเยซูคริสต์”  แต่ถ้าเราดูการอ้างอิงซ้ำๆของเปาโลว่า “เรา” และ “แก่เรา” คุณจะเริ่มเห็นสิ่งที่ต่างกัน

ตั้งแต่วางรากสร้างโลก

คำว่า “ก่อนวางรากสร้างโลก” นั้นไม่ได้มีเฉพาะแต่ในเอเฟซัส 1:4เพราะมีข้ออื่นๆ ที่พูดถึงการที่เราได้ถูกเลือกไว้ตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก  ข้อเท็จจริงนี้ควรทำให้คุณชอบใจกับการดำรงอยู่ก่อนของคุณ  พระเยซูตรัสว่า

แล้วกษัตริย์จะตรัสกับบรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาของพระองค์ว่า “ท่านผู้ได้รับพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งเตรียมไว้สำหรับท่าน​ตั้ง​แต่​วางราก​สร้าง​โลก” (มัทธิว25:34 ฉบับ NASB)

     ในถ้อยคำจากอุปมาแกะกับแพะบอกว่าอาณาจักรนี้ได้เตรียมไว้สำหรับใคร?  สำหรับพระเยซูหรือ?  ไม่ใช่เลย พระเยซูเองที่ตรัสว่า “เตรียม​ไว้​สำ​หรับ​ท่าน”  พระเจ้าทรงมีแผนการที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะรวมคุณไว้ในอาณาจักรของพระองค์  อาณาจักรถูก “เตรียมไว้สำหรับท่าน”  มันจะมีประโยชน์อะไรหรือ ถ้าอาณาจักรหนึ่งๆนั้นไม่มีกษัตริย์หรือประชาชน?  ระหว่างกษัตริย์กับประชาชน อะไรมีความสำคัญกว่ากันสำหรับอาณาจักร?  การมีกษัตริย์แต่ไม่มีประชาชน ก็ไม่มีประโยชน์อะไร  แต่ถ้าคุณมีประชาชน คุณก็ต้องมีกษัตริย์ที่จะปกครองพวกเขา  กษัตริย์มีไว้เพื่อประชาชนหรือว่าประชาชนมีไว้เพื่อกษัตริย์?  ผมจะกลับมาที่คำถามนี้  ตอนนี้ผมจะแค่เน้น “ตั้งแต่วางรากสร้างโลก”

     ถ้อยคำนี้ใช้ในวิวรณ์ 13:8“และทุก​คน​ที่​อาศัยอยู่​บน​แผ่น​ดิน​โลก​จะนมัสการมัน ​[สัตว์​ร้ายนั้น] คือทุก​คน​ที่​​ตั้ง​แต่​วางราก​สร้าง​โลก ไม่​มี​ชื่อ​จด​ไว้ใน​หนัง​สือ​แห่ง​ชีวิตของ​พระ​เมษ​โป​ดก​ผู้​ถูก​ปลง​พระ​ชนม์”​ (ฉบับNASB)

     คนเหล่านั้นที่ไม่ได้มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตจะพินาศ  ชื่อของคุณถูกจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตเมื่อไร?  เมื่อวานหรือ?  วันที่คุณเกิดหรือ?  วันที่คุณรับบัพติศมาหรือ?  แท้จริงแล้วชื่อของคุณถูกจดไว้ “ตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก”  ตอนนี้คุณมั่นใจการดำรงอยู่ก่อนของคุณหรือยัง?

     ผมได้ฟังหลายๆคำถามเกี่ยวกับการดำรงอยู่ก่อนของพระเยซู  แต่ทำไมคุณจึงหยุดอยู่ที่การดำรงอยู่ก่อนของพระองค์?  พระเยซูทรงดำรงอยู่ก่อน ถ้าคุณดำรงอยู่ก่อน  แต่ผมขอเตือนคุณว่าถ้าคุณบอกว่าพระเยซูทรงดำรงอยู่ก่อนและมนุษย์ที่เหลือไม่ได้ดำรงอยู่ก่อนละก็ พระเยซูก็ไม่ใช่มนุษย์  คุณต้องเลือกเอา  ถ้าคุณอยากจะนมัสการพระเยซูเป็นพระเจ้า นั่นก็เป็นสิ่งที่คุณเลือกเอง เพราะในวันนั้นคุณจะไม่ได้ตอบกับผม แต่จะตอบกับพระเจ้า

     เปาโลกล่าวใน 2ทิโมธี 1:9 ว่าพระ​คุณนี้​ได้ประ​ทาน​แก่​เรา​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​“ก่อนเริ่มยุคสมัย” (ฉบับESV) หรือ “ตั้งแต่นิรันดร์กาล” (ฉบับNASB) หรือ “ก่อนจุดเริ่มต้นของกาลเวลา” (ฉบับNIV) หรือ “ก่อนกาลเวลาเริ่มต้น” (ฉบับNKJV)[19]  มาถึงตอนนี้คุณควรมั่นใจในการดำรงอยู่ก่อนของตัวคุณเอง เพราะพระคุณจะประทานให้กับคุณ “ก่อนเริ่มยุคสมัย” ได้อย่างไรถ้าคุณไม่ได้ดำรงอยู่ตั้งแต่เวลานั้น?  หรือเปาโลกำลังพูดแค่ว่า ในการรู้ล่วงหน้าของพระเจ้านั้น พระองค์ได้ทรงวางแผนการไว้นานมาแล้วก่อนที่คุณจะดำรงอยู่จริง ที่จะประทานพระคุณนี้ให้คุณก่อนจะเริ่มยุคสมัยเสียอีก?  อันไหนถูกกันแน่?  จงจำไว้ว่าอะไรที่เป็นจริงกับคุณ ก็เป็นจริงกับพระคริสต์ด้วย เพราะเป็นหลักการอย่างเดียวกันของพระคัมภีร์และการตีความ  ตอนนี้คุณจะบอกได้ไหมว่า คุณดำรงอยู่ก่อนด้วยพระคุณที่ประทานให้แก่คุณ“πρὸ χρόνων αἰωνίων” (pro chronon aionion) ซึ่งก็คือ “ก่อนนิรันดร์กาล” หรือ “ก่อนเริ่มยุคสมัย”?

     ข้อถัดมากล่าวว่า “และ​บัด​นี้ได้​ถูก​เปิดเผยให้เห็นโดย​การ​มาปรากฏ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​ของ​เราผู้​ทรง​ทำลาย​ความ​ตาย​และ​ทรง​นำ​ชีวิต​และ​ความเป็น​อมตะ​มาสู่ความสว่าง​โดย​ทาง​ข่าว​ประ​เสริฐ”(ข้อ 10 ฉบับNASB)  สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงวางแผนไว้ก่อนนิรันดร์กาลนั้น ตอนนี้ได้ถูกเปิดเผยให้เห็นโดย “​การ​​มาปรากฏ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​พระ​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​ของ​เรา”  การเปิดเผยนี้มาถึงเราทางพระคริสต์ซึ่งเป็นตัวแทน โดยพระเจ้า “ทรงทำลายความตาย และทรงนำชีวิตกับความเป็นอมตะมาสู่ความสว่างโดย​ทาง​ข่าว​ประ​เสริฐ”

     1 เปโตร1:20กล่าวว่า พระคริสต์ “​ทรง​ถูก​เลือก​ไว้​ก่อน​วางราก​สร้าง​โลกแต่​ทรง​ปรา​กฏ​พระ​องค์​ใน​วาระ​สุด​ท้าย​นี้เพื่อ​พวก​ท่าน”[20] เปโตรพูดว่า “เพื่อพระคริสต์” หรือว่า “เพื่อพวกท่าน”?  เปโตรพูดอย่างชัดเจนว่า “เพื่อพวกท่าน” แต่คุณอาจรับเรื่องนี้ได้ยาก  สำหรับเราแล้ว ทุกสิ่งก็เพื่อพระคริสต์พระบุตรที่รักของพระเจ้า ไม่ใช่เพื่อพวกเรา เพราะคุณกับผมไม่สำคัญอะไร  เรามีแนวโน้มที่จะคิดว่าตรงนี้เปโตรเข้าใจผิด  เราจึงเอาเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นก่อนวางรากสร้างโลกที่เปโตรใช้กับเรานั้นมาใช้กับพระคริสต์

     เปาโลกล่าวว่า “เรา​รู้​ว่าในทุกๆสิ่งนั้น ​พระ​เจ้า​ทรง​ทำทุกสิ่งให้เกิดผลดีแก่ผู้​ที่​รัก​พระ​องค์​  คือผู้ที่ได้ถูก​เรียก​ตาม​พระ​ประ​สงค์​ของ​พระ​องค์” (โรม8:28 ฉบับ NIV)  ข้อนี้เราคุ้นหูกันดี แต่เรารู้จริงๆไหมว่าข้อนี้กำลังพูดอะไร?  เปาโลบอกว่า “เรารู้” แต่ความเป็นจริงก็คือ เราไม่รู้จริงๆว่าพระเจ้าทรงทำทุกสิ่งในจักรวาลนี้เพื่อให้เกิดผลดีแก่..... เปาโลบอกว่าเพื่อให้เกิดผลดีแก่พระคริสต์ไหม?  เราถูกสอนให้เชื่ออย่างนั้น แต่เปาโลกล่าวว่า พระเจ้าทรงทำทุกสิ่งเพื่อให้เกิดผลดีกับคนที่รักพระองค์  ถ้าคุณอยู่ในบรรดาคนเหล่านี้ที่รักพระเจ้า และถูกเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์ ก็จงคิดดูว่าพระยาห์เวห์ทรงรักคุณมากเพียงใด  ในทุกสถานการณ์นั้นพระองค์ทรงทำทุกสิ่งทั่วทั้งจักรวาลนี้เพื่อให้เกิดผลดีกับคุณ  ถ้านั่นไม่ได้ทำให้คุณแปลกใจ คุณก็คงไม่เข้าใจในสิ่งที่เปาโลกำลังพูด

     คุณรู้สึกไม่สบายอยู่ไหม? คุณกำลังทุกข์ทรมานอยู่ไหม?  มีเหตุร้ายใดเกิดขึ้นกับคุณไหม?  คุณเชื่อไหมว่าพระยาห์เวห์ทรงทำทุกสิ่งทั่วทั้งจักรวาลนี้เพื่อให้เกิดผลดีกับคุณ?

     ข้อต่อมากล่าวว่า “เพราะบรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้านั้น พระองค์ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วให้เป็นเหมือนพระบุตรของพระองค์เพื่อพระบุตรจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพี่น้องมากมาย” (โรม8:29 ฉบับNIV)  มันจะมีความหมายอะไรไหม ที่จะเรียกใครสักคนว่าบุตรหัวปีถ้าหากเขาไม่ได้มีพี่น้องเลย?  บุตรหัวปีหมายความว่ายังมีคนอื่นๆตามมาอีกมากมาย  พระเยซูเป็นจุดเริ่มต้น เป็นคนแรกของพี่น้องทั้งหมดในการสร้างใหม่ 

     ข้อต่อมาได้กล่าวว่า “และ​บรร​ดา​ผู้​ที่​​พระองค์ทรง​กำ​หนด​ไว้​ล่วงหน้า​นั้นพระ​องค์​ทรง​เรียก​ด้วย บรร​ดา​ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​เรียกนั้น​พระ​องค์​ก็ทรง​นับว่า​เป็น​ผู้​ชอบ​ธรรมด้วย บรร​ดา​ผู้​ที่​ทรง​นับว่า​เป็น​ผู้​ชอบ​ธรรม​พระ​องค์​ก็​ทรง​ให้มีสง่าราศี​ด้วย” (โรม8:30 ฉบับ NIV)  คำว่า “มีสง่าราศี” (ἐδόξασεν) อยู่ในรูปกาลกริยาของอดีตมากกว่ารูปของอนาคตซึ่งหมายความว่าเราได้รับสง่าราศีแล้ว  แต่ว่าตั้งแต่เมื่อไรในอดีตหรือที่คุณได้รับสง่าราศี?  เมื่อวานนี้ไหม?  วันที่คุณเกิดไหม?  ความจริงที่น่าอัศจรรย์ก็คือ คุณถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก (เอเฟซัส1:4-5) เหมือนกับที่ชื่อของคุณได้ถูกจดไว้ตั้งแต่วางรากสร้างโลก(วิวรณ์ 13:8)  แต่เมื่อการรู้ล่วงหน้ามาก่อนการกำหนดไว้ล่วงหน้าในโรม 8:29 พระเจ้าจึงทรงรู้จักคุณล่วงหน้าก่อนทรงวางรากสร้างโลกเช่นกัน

     บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงรู้ล่วงหน้าพระองค์ก็ทรงกำหนดไว้ก่อนด้วย  ผู้ที่พระเจ้าได้ทรงกำหนดไว้ก่อนแล้วพระองค์ก็ทรงเรียกมาด้วย  ผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกมานั้นพระองค์ก็ทรงให้เป็นผู้ที่ชอบธรรมด้วย  ผู้ที่พระเจ้าทรงให้เป็นผู้ที่ชอบธรรมพระองค์ก็ทรงให้รับสง่าราศีด้วย  พระเจ้าทรงเรียกคุณเมื่อไรหรือ?  คุณได้ยินการทรงเรียกตั้งแต่วางรากสร้างโลกหรือ?  แต่ในแผนการของพระเจ้านั้นคุณเป็นผู้ชอบธรรมตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก เพราะพระเมษโปดกได้ถูกประหารตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก ผู้ที่พระเจ้าทรงให้เป็นผู้ชอบธรรมพระองค์ก็ให้มีสง่าราศีด้วย  คุณคงหวังให้เปาโลพูดถึงการมีสง่าราศีของคุณโดยใช้รูปประโยคกาลอนาคต แต่ในแผนการนิรันดร์ของพระเจ้านั้นคุณได้รับสง่าราศีตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก

     “ตาม​ที่​มี​​เขียน​ไว้​​ว่า‘เรา​ได้ทำ​ให้​เจ้า (อับราฮัม) เป็น​บิดา​ของ​​ชนชาติต่างๆ’ต่อหน้าพระ​พักตร์​พระ​เจ้า​ที่​เขา​เชื่อคือ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​ให้​ชีวิต​แก่​คน​​ตายและ​ทรง​เรียก​สิ่ง​ที่​ยัง​ไม่​ได้มีให้​มี​ขึ้น” (โรม4:17ฉบับESV)

     พระเจ้าทรงบอกถึงสิ่งที่ยังไม่มีขึ้นเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นมีขึ้นแล้ว  พระองค์ทรงทำสิ่งนี้ตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก  นั่นคือเหตุที่พระองค์จึงทรงสามารถอวยพรเรา กำหนดเราไว้ล่วงหน้า เรียกเรา และให้เรามีสง่าราศี เหมือนว่าเราดำรงอยู่แล้ว ทั้งที่ความจริงแล้วเรายังไม่ได้ดำรงอยู่เลย  ถ้าคุณอยากจะพูดถึงสิ่งนี้ว่าเป็นการดำรงอยู่ก่อน ผมก็ไม่ขัดข้อง

     พระเจ้าทรงกล่าวถึงสิ่งที่ยังไม่มีขึ้นเหมือนว่าสิ่งเหล่านั้นมีขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงดำเนินการในนิรันดร์กาลที่ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของเวลา มากกว่าจะดำเนินการในกาลเวลา  เราดำเนินการในกาลเวลาแต่พระเจ้าทรงดำเนินการในนิรันดร์กาลที่ไม่ถูกจำกัดด้วยขอบเขตของเวลา  เวลาเป็นแค่เศษเสี้ยวหนึ่งของนิรันดร์กาล  ในพระทัยของพระเจ้านั้นคุณดำรงอยู่ก่อนแล้ว  พระองค์ทรงจดชื่อของคุณในหนังสือแห่งชีวิตก่อนที่คุณจะมีตัวตนอยู่จริงเสียอีก  พระเยซูทรงสามารถตรัสว่า “​ข้า​แต่​พระ​บิดาขอ​โปรด​ให้​ข้า​พระ​องค์​ได้​รับ​สง่าราศีต่อ​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์คือ​​สง่าราศีที่​ข้า​พระ​องค์​มี​ร่วม​กับ​พระ​องค์​ก่อน​ที่​โลก​นี้​มี​มา(ยอห์น17:5ฉบับ ESV)  ในทำนองเดียวกันพระเจ้าทรงรู้จักคุณ ให้​สง่าราศีแก่คุณ และจดชื่อของคุณไว้ในหนังสือแห่งชีวิตตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก

พระเยซูทรงเข้าใจความคิดของพระเจ้าในแบบที่คุณกับผมไม่เข้าใจ  เรามักจะไม่เข้าใจสิ่งที่พระเยซูกำลังตรัส เราตีความเกินจากที่มีในพระคำของพระองค์  ในแผนการของพระเจ้านั้นคุณได้รับ​สง่าราศีแล้วในนิรันดร์กาล  ความเข้าใจของเราอันน้อยนิดที่จะเข้าใจความเป็นจริงอันเป็นนิรันดร์เหล่านี้  พระเจ้าทรงรู้จักคุณและผมตั้งแต่นิรันดร์กาล  พระเจ้ายังทรงรู้ล่วงหน้าถึงช่วงปัจจุบันนี้ที่เรากำลังศึกษาพระคำของพระองค์  พระเจ้าทรงรู้ตอนจบตั้งแต่ต้น ทรงรู้ตั้งแต่ต้นจนจบ  นั่นคือเหตุผลที่พระองค์จึงทรงสามารถทำให้ทุกสิ่งเกิดผลดีกับเรา  เราไม่สามารถจะเข้าใจความยิ่งใหญ่ของพระยาห์เวห์ได้  ในการรู้ล่วงหน้าของพระองค์และพระปัญญาอันล้ำเลิศของพระองค์นั้น พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งในวิถีทางที่น่าอัศจรรย์  พระองค์ทรงรู้จักคุณก่อนนานมาแล้วและทรงให้​สง่าราศีแก่คุณเพราะความรักของพระองค์ที่มีต่อคุณ

     เราได้เห็นว่าความสัมพันธ์ของพระเยซูกับพระบิดาในพระกิตติคุณยอห์นนั้นรวมคนอื่นด้วย ไม่ได้ผูกขาดอยู่เฉพาะพระองค์ พระเยซูตามพระคัมภีร์ไม่เหมือนกับ “พระเจ้าพระบุตร” ของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  พระเยซูผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าแทนที่จะเป็นพระเจ้าพระบุตรนั้น ทรงเป็นบุตรมนุษย์ผู้เป็นตัวแทนของมนุษย์ด้วย  ทุกสิ่งที่นำมาใช้กับพระเยซูก็นำมาใช้กับเรา และทุกสิ่งที่นำมาใช้กับเราก็นำมาใช้กับพระเยซู

โคโลสีบทที่ 1

     เราจะไปต่อที่โคโลสีบทที่1โดยเน้นที่ข้อ 12 ถึง 20  คริสเตียนบางคนพบว่าบทนี้เข้าใจยาก แต่มันจะเข้าใจยากก็ต่อเมื่อเราอ่านในแบบเดียว  ถ้าคุณอ่านในแบบที่ถูกต้อง โคโลสีบทที่1ก็ไม่ได้เป็นพระคัมภีร์ตอนที่ยากแต่อย่างใด  แต่ถ้าคุณอ่านในแบบตรีเอกานุภาพ คุณจะเห็นว่าทุกอย่างในบทนี้กำลังใช้กับพระคริสต์และไม่ได้ใช้กับเรา  นี่เป็นพระคัมภีร์ตอนหนึ่งในหลายตอนที่ผมเคยใช้พิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์มาก่อน โดยเฉพาะข้อ 16 และ 17  ผมจะอธิบายพระคัมภีร์ตอนนี้อย่างย่อๆ เพราะเป็นไปได้ยากที่จะตีความอย่างละเอียดในช่วงสั้นๆนี้  ข้อ 12และ 13กล่าวว่า

12ขอบพระคุณพระบิดา ผู้ทรงทำให้เราทั้งหลายมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะมีส่วนในมรดกด้วยกันกับวิสุทธิชนในความสว่าง 13เพราะพระองค์ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และทรงย้ายเรามาอยู่ในอาณาจักรแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์.... (โคโลลี 1: 12-13ฉบับ NASB)

     เปาโลขอบคุณพระบิดาคือพระยาห์เวห์ เพราะพระองค์ทรงทำให้ “เราทั้งหลาย” มีคุณสมบัติเหมาะสม  เรามักจะคิดว่าพระคัมภีร์ตอนนี้กำหนดความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ แต่ตรงนี้เปาโลกำลังพูดถึง “เราทั้งหลาย” และไม่ได้พูดถึงพระคริสต์  พระบิดาทรงทำให้เราทั้งหลายมีคุณสมบัติเหมาะสมที่​จะ​มี​ส่วนใน​มรดก​ด้วย​กัน​กับ​วิสุทธิ​ชน​ใน​ความ​สว่าง  พระ​องค์​ได้ทรง​ช่วย​เรา​ให้​พ้น​มาจาก​อำ​นาจ​ของ​ความ​มืด และ​ได้ทรง​ย้าย​เรา​มาอยู่​ในอา​ณา​จักร​แห่ง​พระ​บุตร​ที่​รัก​ของ​พระ​องค์ ในภาษากรีก คำว่า “ที่รัก” นี้ไม่ได้อยู่ในรูปของคำคุณศัพท์ แต่อยู่ในรูปของคำกริยา (เช่น ในมัทธิว 3:17    “​เป็นบุตร​ที่​รัก​ของ​เรา”)[21]

     ข้อ 14 และ 15กล่าวต่อไปว่า “...ใน​พระ​องค์​เรา​ได้​รับ​การ​ไถ่ ​การ​ยก​โทษ​​บาปและพระ​องค์ทรง​เป็น​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้าที่มอง​ไม่​เห็น ทรง​เป็น​บุตร​หัวปีของทุก​​สิ่งที่ทรงสร้าง”(ฉบับNASB)

     พระเยซูทรงเป็น “บุตร​หัวปี​ของ​ทุก​สิ่ง​ที่​ทรง​สร้าง”  คำว่า “บุตรหัวปี” นี้มีปรากฏในข้อ18ด้วย (“บุตรหัวปีที่เป็นขึ้นจากตาย”)[22]  ดังนั้นพระเยซูจึงทรงเป็นทั้ง “บุตรหัวปีของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง” และ “บุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย”  ในการตีความนั้นเรากำลังเห็นการเปรียบกันสองสิ่ง คือการทรงสร้างและการไถ่ ซึ่งเกี่ยวข้องกันโดยข้อเท็จจริงที่ว่า พระเยซูทรงเป็นบุตรหัวปีของทั้งสองสิ่ง

     ข้อ16 กล่าวต่อไปว่า

เพราะโดยพระองค์ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเทพผู้ครองบัลลังก์ หรือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ หรือเทพผู้ครอง หรือ หรือเทพผู้ทรงอำนาจ ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์ (โคโลสี 1:16ฉบับNIV)

     ตอนนี้คุณคงเห็นแล้วว่าทำไมผมจึงใช้ข้อนี้แก้ต่างให้กับความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์  ผมพูดถึง “แก้ต่าง” เพราะการตีความข้อนี้ของความเชื่อในตรีเอกานุภาพก่อนหน้านี้ของเราไม่มีน้ำหนักพอที่จะรุกต่อไป  อันที่จริงดูเหมือนจะขัดแย้งกับคำประกาศสำคัญในอิสยาห์ 44:24ว่า

พระเจ้าผู้ไถ่ของเจ้า ผู้ปั้นเจ้าตั้งแต่ในครรภ์ ตรัสดังนี้ว่า “เราคือพระเจ้า ผู้สร้างทุกสิ่ง ผู้คลี่ฟ้าสวรรค์แต่ลำพัง ผู้กางแผ่นดินโลกด้วยตัวเอง” (อิสยาห์ 44:24ฉบับNIV)[23]

     พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือใดๆ  ถ้าหากสิ่งนี้เป็นจริง  โคโลสี 1:16ก็ต้องเป็นเท็จและในทางกลับกัน  อย่างหนึ่งอย่างใดต้องเป็นเท็จ เพราะโคโลสี 1:16กล่าวว่า ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระคริสต์ ที่เป็นผู้ทำการสร้างหรือไม่ก็ช่วยในการสร้าง การแปลความไม่ว่าจะทางไหนโคโลสี 1:16ก็ขัดแย้งกับอิสยาห์ 44:24อยู่ดี  อันไหนถูกต้องกันแน่? คุณก็เลือกเอา

     เมื่อเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ ผมก็ได้เลือกของผม  ผมไม่สนใจอิสยาห์ 44:24 และใช้โคโลสี 1:16มาโต้แย้งว่าพระคริสต์ทรงสร้างทุกสิ่ง  ผมไม่รู้วิธีที่จะอ่านโคโลสี 1:16ในแบบอื่น  แต่ขอให้ผมแนะนำคุณว่ามีวิธีอื่นในการอ่าน  เปาโลไม่ได้หมายถึงวิธีของความเชื่อในตรีเอกานุภาพอย่างแน่นอน เพราะการที่เขาเป็นผู้เชื่อในพระเจ้าเพียงองค์เดียวอย่างเคร่งครัดนั้น เขาจะไม่พูดอย่างเด็ดขาดว่ามีผู้อื่นอีกที่มีส่วนร่วมในการสร้างนี้

     ผมไม่ได้เป็นคนเดียวที่ให้คำอธิบายบางอย่างนี้กับคุณ เช่น คำอธิบายจากฟีลิปปีบทที่2และโคโลสีบทที่ 1  ผมจำได้ที่ เจมส์ ดันน์[24]กล่าวว่าข้อความในโคโลสีบทที่1นั้นจะต้องเข้าใจในแง่ของ “ความเข้าใจพระคริสต์ที่เกี่ยวข้องกับพระปัญญาของพระเจ้า”[25] สิ่งที่เขาหมายถึงก็คือจะต้องเข้าใจพระคัมภีร์ตอนนี้ตามมุมมองของสุภาษิต 8:30 ที่กล่าวว่าพระปัญญามีส่วนในการสร้างอยู่เคียงข้างพระยาห์เวห์ เหมือนเป็นนายช่างหรือสถาปนิกของพระยาห์เวห์ดังที่ว่า “ข้าพเจ้า​ก็​อยู่​ข้าง​พระ​องค์​​เหมือน​อย่าง​นาย​ช่าง  และข้าพเจ้า​เป็น​ความปีติ​​ยินดี​ประ​จำ​วัน​ของ​พระ​องค์” (ฉบับ NASB)

ในกรณีของโคโลสีบทที่1ดันน์ (ผู้ปฏิเสธคำโต้แย้งของผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพเกี่ยวกับความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ในพระคัมภีร์ตอนนี้) กล่าวว่าพระบุตรซึ่งก็คือบุตรหัวปีของการทรงสร้างเป็นผู้ที่ทำงานเคียงข้างพระยาห์เวห์เช่นเดียวกับปัญญาที่ช่วยในการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนร่วมจริงตรงตามคำแต่ในแบบคำกวีที่มุ่งหมายเพื่อจะเปรียบพระเยซูกับปัญญา

     ผมขอปฏิเสธการตีความแบบนั้น แต่ดันน์จะเห็นด้วยกับคำอธิบายของผมเกี่ยวกับฟีลิปปีบทที่2แม้ว่าเขาจะไม่ได้อธิบายในแบบเดียวกัน  ผมไม่ได้อ่านคำอธิบายฟีลิปปีบทที่2 หรือโคโลสีบทที่1ของเขา แต่ผมได้อ่านความคิดเห็นโดยรวมหรือความเข้าใจของเขาเกี่ยวกับพระคัมภีร์ตอนเหล่านี้  ดันน์กล่าวว่าต้องเข้าใจฟีลิปปีบทที่2 ในแง่ของ “ความเข้าใจพระคริสต์ที่เกี่ยวข้องกับอาดัม”[26] ซึ่งเป็นคำอธิบายฟีลิปปีบทที่2ของผมด้วย  ในแง่นั้นคำอธิบายฟีลิปปีบทที่2ของผมจึงไม่ใช่ต้นแบบ

มีทางอื่นอีกไหมที่จะเข้าใจพระคัมภีร์ในโคโลสีตอนนี้?  ทุกอย่างนี้ขึ้นอยู่กับคำว่า “ในพระองค์” ที่เราหมายถึง (เช่น “ใน​พระ​องค์​ทุก​สิ่ง​​ถูก​สร้าง​ขึ้น”)  เปาโลใช้คำ “ในพระองค์” หลายครั้ง  ตรงนี้หมายถึงว่าแผนการและพระประสงค์ทั้งสิ้นของพระเจ้าดำเนินไปโดยเกี่ยวข้องกับพระคริสต์เพื่อเห็นแก่เรา  เราได้รับความรอดและได้รับการไถ่ในพระคริสต์ และเราถูกสร้างขึ้นในพระคริสต์  มันไม่ได้หมายความว่าเราถูกสร้างขึ้นโดยพระคริสต์ แต่เราถูกสร้างขึ้นโดยเกี่ยวข้องกับพระคริสต์

     เราเพิ่งจะเห็นว่า “บุตรหัวปีของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง”  และ “บุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย” เป็นคำกล่าวอย่างเดียวกัน “บุตรหัวปีของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง”  หมายถึงว่าพระเยซูทรงเป็นคนแรกของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง  แต่พระองค์ก็ทรงเป็นส่วนของการทรงสร้างด้วย  “บุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย” หมายถึงว่าพระเยซูทรงเป็นคนแรกที่เป็นขึ้นมาจากความตาย

     ในการตีความพระคัมภีร์ตอนนี้ เราไม่สามารถจะหนีข้อเท็จจริงที่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของการทรงสร้าง  แม้ว่าเราจะตีความ “บุตรหัวปีของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง” ว่าหมายถึงเกียรติที่ให้พระคริสต์ในฐานะบุตรหัวปี แต่ความจริงก็คือ เปาโลไม่ได้พูดว่าพระเยซูเป็น “ผู้ได้รับเกียรติของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง” หรือ “ผู้ได้รับเกียรติของการเป็นขึ้นมาจากความตาย”  ความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ออกระหว่าง “บุตรหัวปีของทุกสิ่งที่ทรงสร้าง” กับ “บุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย” นั้นหมายถึงว่าพระคริสต์ทรงเป็นส่วนหนึ่งของการทรงสร้าง  เมื่อเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพนั้นเราได้ต่อสู้กับเรื่องนี้  ผมได้ค้นหาการตีความอื่นๆแต่ในที่สุดผมก็ทำไม่สำเร็จ เพราะนั่นเป็นการที่ผมกำลังฝืนให้ “บุตรหัวปี” หมายความอย่างหนึ่งในข้อ15 และหมายความอีกอย่างหนึ่งในข้อ18 นั่นเป็นการตีความที่ผิด

ให้เราดูข้อ16 อีกครั้ง

เพราะโดยพระองค์ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้น ทั้งสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลก ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเทพผู้ครองบัลลังก์ หรือเทพผู้ทรงเดชานุภาพ หรือเทพผู้ครอง หรือเทพผู้ทรงอำนาจ ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์และเพื่อพระองค์ (โคโลสี 1:16ฉบับNIV)

     ในคำกล่าวว่า “โดยพระองค์และเพื่อพระองค์” นั้น คำว่า “โดย” คือ “διά”(dia, โดยทาง)  และคำว่า “เพื่อ” คือ “εἰς”(eis,เข้าใน)  “διά”ในข้อนี้ที่สัมพันธการกซึ่งแสดงความเป็นเจ้าของสามารถเป็นการิตการกที่แสดงการเป็นผู้ถูกใช้[27](“โดยทางพระองค์”) แต่เมื่อเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ เราปฏิเสธที่จะแปลตามนั้น ผมได้ตรวจสอบภาษากรีกอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เราจะไม่เข้าไปในรายละเอียดในเวลาที่จำกัดนี้

     ผมแค่อยากจะฝากแนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับโคโลสีบทที่ 1ว่าสามารถเข้าใจได้ต่างจากการแปลความของผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพและก็ตรงกับพระคัมภีร์มากกว่า  เมื่อก่อนผมพยายามจะยัดเยียดความหมายของความเชื่อในตรีเอกานุภาพให้ โดยบอกว่าทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นโดยพระคริสต์ แม้ว่าภาษากรีกจะไม่ได้บอกว่า “โดยพระองค์” แต่บอกว่า “ในพระองค์” ก็ตาม

     ทุกสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อมนุษย์ โดยพระเยซูทรงเป็นตัวแทนของมนุษย์และเป็นหัวปีของมวลมนุษย์  เช่นเดียวกับที่อาดัมเป็นหัวปีของมวลมนุษย์ในทางกาย พระเยซูจึงทรงเป็นหัวปีของมวลมนุษย์ทั้งในทางจิตวิญญาณและทางกายในแง่ที่ว่า จุดประสงค์ท้ายที่สุดใน ทางจิตวิญญาณจะไม่สำเร็จโดยไม่อาศัยทางกาย เพราะว่าจะต้องมีการสร้างทางกายก่อนที่จะมีการสร้างใหม่

     ตอนนี้ทุกอย่างก็ชัดเจนขึ้น  ทุกสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น “โดยทางพระองค์” (δι᾽ αὐτοῦ)ซึ่งเข้าใจได้จากต้นสายปลายเหตุเพราะไม่มีวิธีอื่นที่จะเข้าใจถ้อยคำนี้ได้  มันหมายความว่า “เพราะพระองค์และเพื่อพระองค์” หรือ “เพราะมนุษย์ในพระคริสต์และเพื่อมนุษย์” โดยที่พระคริสต์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษย์

ข้อ17 กล่าวต่อไปว่า “พระ​องค์​ทรง​ดำ​รง​อยู่​ก่อน​ทุก​สิ่งและในพระ​องค์​ทุก​สิ่ง​ถูก​ยึด​เข้า​ด้วย​กัน​​”(โคโลสี1: 17ฉบับ NIV)  พระคริสต์ (หรือเราในพระคริสต์) ผู้เป็นตัวแทนนั้นดำรงอยู่ก่อนทุกสิ่งและตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก  คำว่า “ก่อน” ไม่จำเป็นต้องหมายถึงในกาลเวลา  ผมเคยโต้เถียงว่าทุกสิ่งดำรงอยู่ก็เพราะพระเยซูทรงยึดทุกสิ่งเข้าด้วยกัน  คำโต้เถียงของความเชื่อในตรีเอกานุภาพที่ยอดเยี่ยมของผมยืนหยัดอยู่จนกระทั่งผมเริ่มเห็นว่าคำกล่าวนี้สามารถหมายถึงอย่างอื่น คำกล่าวที่ว่า “ในพระองค์ทุกสิ่งถูกยึดเข้าด้วยกัน” หมายความว่า ในพระคริสต์นั้นมนุษย์คือจุดประสงค์ของทุกสิ่ง

เราสามารถเข้าใจ “ในพระองค์” ในแง่ของการสร้างมนุษย์  สิ่งนี้น่าจะเห็นชัดเจนตั้งแต่ปฐมกาลบทที่1 ในวันที่หกของการทรงสร้าง พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ โดยทรงเห็นว่ามนุษย์เป็นเป้าหมายและจุดประสงค์สุดท้ายของการสร้าง  มนุษย์คือใครกันหรือ ถ้าไม่ใช่คุณกับผม?  พระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกก็เพื่อเรา ทั้งสิ่งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเทพผู้ทรงเดชานุภาพ หรือเทพผู้ครอง  สิ่งทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยทางมนุษย์และเพื่อมนุษย์

     โคโลสีตรงนี้ เช่นเดียวกับในปฐมกาลบทที่1 จุดประสงค์ที่พระเจ้าทรงสร้างทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะให้มีคุณและผมขึ้นมา  เมื่อคุณมองดูหมู่ดาว มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่จะคิดว่า “พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อเราจริงๆหรือ?”  ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเรา  พระเยซูทรงถูกสร้างเพื่อเราหรือว่าเราถูกสร้างเพื่อพระเยซู?  ผมให้คุณคิดดูเอง

  ข้อ18 กล่าวต่อไปว่า“พระองค์ยังทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักรด้วย และพระองค์ทรงเป็นจุดเริ่มต้น เป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นผู้แรกในทุกสิ่ง” (โคโลสี1: 18ฉบับ NASB)

     คำว่า “จุดเริ่มต้น”[28]อาจทำให้คุณนึกถึง “จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด”  เราคิดว่ามันเป็นคำที่เรียกพระเจ้า ดังนั้นผมจึงใช้มันเพื่อต่อสู้ให้กับความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ผู้เป็นจุดเริ่มต้นและเป็นจุดสิ้นสุด เป็นเบื้องต้นและเบื้องปลาย  ทำไมเราจึงรับเอาว่ามันเป็นคำที่เรียกพระเจ้า?  นั่นก็เป็นเพราะมันฟังดูเหมือนคำที่เรียกพระเจ้า เพราะจะมีใครอีกนอกจากพระเจ้า ที่สามารถเป็น “เบื้องต้นและเบื้องปลาย” และ “เป็นจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด” ได้?  เราจะสังเกตเห็นว่าโคโลสี1:18พูดถึง “จุดเริ่มต้น” โดยไม่ได้พูดถึง “จุดสิ้นสุด”

     พระเยซูทรงเป็น “จุดเริ่มต้น ทรงเป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นมาจากความตาย” พระองค์ทรงเป็น “จุดเริ่มต้นของการฟื้นขึ้นจากความตาย  นั่นก็ “เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นผู้แรกในทุกสิ่ง”  คำว่า “พระองค์” ตรงนี้หมายถึงพระคริสต์หรือว่าหมายถึงมนุษย์?  ถ้าคุณอ่านว่าเป็นพระเยซู คุณก็สามารถอ่านได้อย่างแน่นอนว่าเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เป็นผู้แรกในทุกสิ่ง  ท้ายที่สุดแล้วพระองค์ผู้เป็นผู้แรกในทุกสิ่งก็คือพระยาห์เวห์ ไม่ใช่พระเยซูหรือเรา

     แต่ไม่ว่าจะแง่ใด สิ่งใดที่เป็นจริงกับพระเยซูนั่นก็เป็นจริงกับเรา  คุณลองค้นดูพระคัมภีร์ใหม่และพิสูจน์ว่าผมพูดประเด็นนี้ผิดไปหรือไม่  สิ่งใดที่เป็นจริงกับพระเยซูก็เป็นจริงกับเรา  สิ่งใดที่ไม่เป็นจริงกับพระเยซูก็ไม่เป็นจริงกับเรา  ถึงแม้การเป็นเอกสุดจะเป็นของพระยาห์เวห์ แต่ถ้ามีความหมายในทางใดที่พระเยซูทรงเป็นผู้แรก พระองค์ก็จะรวมเราไว้ในพระองค์ เพราะเราอยู่ในพระองค์และเป็นอวัยวะของพระกายพระองค์

     ข้อ19กล่าวว่า “เพราะ​พระ​เจ้า​ทรงพอ​พระ​ทัย​ที่​จะ​ให้​ความ​บริ​บูรณ์​ทั้งสิ้นดำรง​อยู่​ใน​พระ​องค์” (โคโลสี1: 19ฉบับ ESV)  นั่นคือเหตุที่พระเยซูทรงเป็นผู้แรกและเราก็เป็นผู้แรกเพราะความบริบูรณ์ของพระเจ้าดำรงอยู่ในเราที่เป็นพระวิหารของพระองค์ด้วย

     ข้อ20 กล่าวว่า “และ​​ให้​ทุก​สิ่งทั้งบน​แผ่น​ดิน​โลก​หรือ​ใน​สวรรค์ กลับคืนดีกับพระองค์ทางพระบุตร ทรง​ทำ​ให้​เกิด​สันติ​ภาพ​โดย​พระ​โลหิต​แห่ง​กาง​เขน​ของ​พระ​องค์”(โคโลสี1: 20ฉบับ ESV)

ทุกสิ่งเป็นของคุณ

     ผมเพียงแค่โปรยความคิดเหล่านี้เพื่อให้คุณคิด  ทุกสิ่งที่ทรงสร้างก็เพื่อเรา  นั่นเป็นคำกล่าวที่น่าตกใจ แต่ทำไมจึงควรตกใจด้วย?  การไถ่มีเพื่ออะไรหรือ ถ้าไม่ใช่เพื่อเรา? พระเยซูไม่จำเป็นต้องได้รับการไถ่หรือได้รับการคืนดี ดังนั้นการไถ่ก็เพื่อเรา

     การกล่าวว่า ทุกสิ่งถูกสร้างเพื่อคุณและผมนั้น เราได้พูดอะไรเกินจริงไปไหมในแง่ของพระคัมภีร์?  1โครินธ์ 3:21-23 กล่าวว่า

ดังนั้น อย่าให้ใครยกมนุษย์ขึ้นมาอวดเลย  เพราะทุกสิ่งเป็นของท่าน ไม่ว่าเปาโล หรืออปอลโล หรือเคฟาส หรือโลก หรือชีวิต หรือความตาย หรือสิ่งในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งในอนาคต ทุกสิ่งนั้นล้วนเป็นของท่าน และท่านเป็นของพระคริสต์ และพระคริสต์เป็นของพระเจ้า (ฉบับ NASB)

       ให้เราอ่านพระคัมภีร์อย่างที่เป็นพระคัมภีร์แบบไม่ใช่เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา[29] ไม่สนใจคำแนะนำ  ข้อนี้กล่าวว่า “ทุก​สิ่ง​นั้น​ล้วนเป็น​ของ​ท่าน (πάντα γὰρ ὑμῶν ἐστιν) ไม่ว่าเปาโล หรืออปอลโล หรือเคฟาส (เปโตร) หรือโลก หรือชีวิต หรือความตาย หรือ​สิ่งในปัจ​จุบันหรือ​สิ่งในอนา​คต ทุก​สิ่ง​เป็น​ของ​ท่าน”

     ทุกสิ่งเป็นของเราหรือ?  รวมทั้งสวรรค์และแผ่นดินโลกหรือ?  ใช่แล้ว!  ทั้งโลก ทั้งจักรวาลเลย  คำที่แปลไว้ว่า “โลก” คือคำ “κόσμος” ซึ่งหมายถึง “จักรวาล”  ไม่ใช่เฉพาะโลก ไม่ใช่เฉพาะสวรรค์และแผ่นดินโลกเท่านั้น แต่ชีวิตและความตายด้วย  ใช่แล้ว แม้กระทั่งความตาย! ความตายในพระหัตถ์ของพระเจ้า เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้กลับเป็นผลดีและเป็นพระพรกับเรา  ทั้งปัจจุบันและอนาคตเป็นของเรา!คุณจะสามารถเพิ่มอะไรได้อีกหรือในเมื่อทุกสิ่งเป็นของคุณ?

     เปาโลไม่ได้บอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นของพระคริสต์  นี่ตรงกันข้ามกับที่เราคาดไว้ เพราะในความเชื่อตรีเอกานุภาพนั้นพระเยซูทรงเป็นทุกสิ่งและเราไม่ได้สำคัญ  แต่เปาโลเข้าใจความรักของพระยาห์เวห์ที่มีต่อเรา  ไม่มีสิ่งใดในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกที่ไม่ได้เป็นของเรา และนั่นก็รวมเทพผู้ครองและเทพผู้ทรงเดชานุภาพ  คุณกลัวเทพผู้ทรงเดชานุภาพแห่งสวรรค์และโลกไหม?  หรือกลัวภูตผีผู้มีอำนาจไหม?  หรือกลัวศัตรูไหม?  แต่ไม่มีอะไรที่ไม่ได้เป็นของคุณแม้แต่ความตาย  ความตายและชีวิตเป็นของคุณ!  ดวงดาว จักรวาล โลก สากลโลก สิ่งทั้งหมดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเรา

     พระบิดาทรงส่งพระเยซูเข้ามาในโลก เพื่อทำให้พระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์เพื่อคุณและผมนั้นสำเร็จ  นั่นเป็นเหตุให้เราจึงรู้สึกซาบซึ้งต่อพระเยซู  พระองค์ได้รับเลือกให้นำพระประสงค์ของพระยาห์เวห์เข้ามาในชีวิตของเรา  เราถูกเลือก และพระเยซูทรงถูกเลือกเพื่อจุดประสงค์นั้น

     เปาโลกล่าวว่า “เพราะ​สิ่ง​ทั้งหมดนี้ก็​​เพื่อ​ประ​โยชน์​ของ​ท่านเพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คุณที่กำลังแผ่มา​ถึง​คน​จำ​นวน​มากยิ่ง​ขึ้น จะเป็นเหตุให้มีการ​ขอบ​พระ​คุณ​มาก​​ขึ้น ​เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า” (2 โครินธ์4:15ฉบับ NASB)   ทุกสิ่งก็เพื่อประ​โยชน์​ของคุณ!  แผนการทั้งหมดเกี่ยวกับความรอด คือการเสด็จมาในโลกนี้ของพระเยซู การตายของพระองค์ และการถูกตรึงบนกางเขนของพระองค์ ก็เพื่อประ​โยชน์​ของคุณ  พระเจ้าผู้ไม่ทรงหวงพระบุตรของพระองค์เองจะประทานทุกสิ่งให้กับคุณเพื่อประโยชน์ของคุณ เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คุณ​มา​ถึง​คน​จำ​นวน​มาก​ขึ้นการ​ขอบ​พระ​คุณ​ก็​จะ​มี​มาก​ยิ่ง​ขึ้นเพื่อ​เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า

     มันเป็นเรื่องน่าขำที่ผมต้องจูงใจคนทั้งหลายให้เชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ของพวกเขา  เรามองไม่เห็นพระคุณอันอุดมของพระเจ้าที่ประทานแก่เราอย่างเหลือล้นตั้งแต่ก่อนวางรากสร้างโลก ผมหวังว่าคุณจะเห็นสิ่งนี้บ้าง  จงสังเกตคำ “ทุกสิ่ง” ใน 2โครินธ์ 4:15 “τὰ γὰρ πάντα δι᾽ ὑμᾶς(ทุกสิ่งก็เพื่อประโยชน์ของคุณ)”[30]

คุณได้รับการเป็นบุตรและมรดกเพราะพระเจ้าประทานทุกสิ่งแก่คุณ  พระองค์ไม่ได้หวงสิ่งใดกับคุณ นั่นเป็นพระเมตตาอันไพศาลของพระองค์ที่มีต่อคุณ  แม้ว่าพระเจ้าจะประทานทุกสิ่งแก่คุณ แต่คุณก็อาจมีชีวิตอย่างขอทาน เพราะคุณไม่รู้ว่าการเป็นบุตรของคุณนั้นมีอะไรตกทอดมาถึงคุณบ้าง

     เปาโลกล่าวกับชาวกาลาเทียว่า “ข้าพ​เจ้า​ขอบอกในเวลานี้​ว่าตราบ​ใด​ที่​ทา​ยาท​ยัง​เป็น​เด็ก​อยู่เขา​ก็​ไม่​ต่าง​อะไร​กับ​ทาส​เลยถึง​แม้​เขา​จะ​เป็น​เจ้า​ของ​ทรัพย์สมบัติทั้งหมด” (กาลาเทีย 4:1ฉบับ NASB)  และในข้อความภาษากรีกกล่าวไว้ว่า เด็กเป็น “เจ้านายของทุกสิ่ง” (κύριος πάντων ὤν,lord of everything)  คำนี้เป็นคำเดียวกันกับคำว่า “Lord” (องค์ผู้เป็นเจ้า) ซึ่งเป็นคำเรียกพระเยซู และคำเดียวกันนี้ได้ถูกแปลในพระคัมภีร์เดิมด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ว่า “LORD”เพื่ออ้างถึงพระยาห์เวห์

     คุณอาจจะเป็นเจ้านาย (lord) ของทุกสิ่ง แต่คุณก็ไม่ดีไปกว่าทาส ถ้าคุณไม่รู้ว่ามรดกของคุณมีมากมายแค่ไหน

  ผมอาศัยอยู่ในเซี่ยงไฮ้ในช่วงการปลดแอกของพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน  ผมมีเพื่อนเป็นชาวเยอรมัน (หลายปีต่อมาผมได้พบเขาอีกในประเทศสวิตเซอร์แลนด์) ที่คุณพ่อของเขาเป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์เยอรมัน  เพื่อนของผมนอนบนลังไม้เป็นเวลาหลายปี  เมื่อถึงเวลาที่ครอบครัวของเขาต้องออกจากประเทศจีน พวกเขาต้องจัดการกับข้าวของทั้งหมด

     พวกเขาไม่ได้ร่ำรวยมากนัก แต่พวกเขามีเพื่อนที่ร่ำรวยที่ทิ้งข้าวของให้พวกเขาเมื่อต้องออกจากประเทศจีน  สิ่งหนึ่งที่พวกเขาทิ้งไว้ก็คือลังไม้ขนาดใหญ่ใบนี้  ครอบครัวของเพื่อนผมไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในลังไม้ พวกเขาจึงเอาที่นอนมาวางซ้อนไว้เพื่อประหยัดพื้นที่ และเพื่อนของผมก็นอนบนที่นอนนี้

     เมื่อถึงตาที่พวกเขาต้องออกจากประเทศจีน พวกเขาต้องจัดการกับลังใหญ่นี้  ลังใบนี้หนักมากจนพวกเขาเองก็ยกไม่ไหว แล้วก็ใส่กุญแจเอาไว้ด้วย  สันนิษฐานเอาว่าคนที่ทิ้งลังไม้นี้เอาไว้อาจคิดว่าชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์คงเป็นช่วงสั้นๆ แล้วพรรคคอมมิวนิสต์ก็คงจะถูกขับออกจากเซี่ยงไฮ้ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะได้กลับไปประเทศจีนเพื่อเอาทรัพย์สมบัติของพวกเขาคืน แล้วก็ใช้ชีวิตที่หรูหราของพวกเขาต่อไปได้

     เมื่อถึงเวลาที่เพื่อนของผมจะต้องออกและก็มีโอกาสน้อยมากที่คนอื่นๆจะได้กลับมาอีก  ขณะที่พวกเขาจึงคิดว่าจะทำยังไงกับลังนี้ดี และฉุกคิดว่าของที่เก็บเอาไว้ในลังไม้อาจเป็นอาวุธที่อาจเป็นปัญหาใหญ่กับพวกเขาได้  พวกเขาจึงพูดว่า “เราควรโทรแจ้งตำรวจ” เพราะถ้าตำรวจเจอระเบิดมือในลัง พวกเราจะได้ไม่มีความผิดเพราะไม่เคยเปิดมันเลยและไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย”

           ถ้าพวกเขาจะขนส่งลังนี้ออกนอกประเทศก็ต้องผ่านการตรวจของศุลกากร  และอาจมีเอกสารหรือสิ่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งที่อาจสร้างปัญหาให้พวกเขาและอาติดคุกได้ พวกเขาก็เลยโทรแจ้งตำรวจ  และเมื่อเปิดลังออกพวกเขาก็แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ตรงหน้าพวกเขามีทรัพย์สมบัติที่มีค่าทั้งนั้น มีแม้กระทั่งของใช้ที่ทำด้วยทองคำที่เพื่อนของพวกเขาบรรจุลงในลังก่อนจะหนีออกจากประเทศจีน

     เพื่อนคนนี้พูดกับผมว่า “ผมนอนทับลังใบนี้มาหลายปีโดยไม่รู้ว่าผมกำลังนอนอยู่บนกองเงินกองทองและทรัพย์สมบัติอื่นๆที่อาจมีมูลค่าหลายแสนดอลลาร์ แต่เราก็ยังหาเช้ากินค่ำ” (สมัยนั้นรายได้ของนักข่าวได้ไม่มาก)  เงินทองที่อยู่ในลังนั้นพอเพียงที่เพื่อนของผมจะใช้ได้อย่างสุขสบายไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว  เป็นของแน่ที่ตำรวจดีใจที่จะได้ช่วยดูแลทรัพย์สมบัติเหล่านี้ “ในเมื่อของพวกนี้ไม่ใช่ของคุณ เราจะเป็นคนดูแลให้”  พวกตำรวจจึงขนของทั้งหมดกลับไป

           ทุกสิ่งเป็นของคุณ  คุณเป็นนายของทุกสิ่ง (κύριος πάντων ὤν)  เปาโลไม่ได้กำลังพูดถึงพระเยซูหรือพูดถึงพระเจ้า แต่กำลังพูดถึงพี่น้องชาวกาลาเทีย!

     เราได้เห็นการดูพระคัมภีร์อีกวิธีหนึ่งที่เป็นจริงตรงกับพระคำของพระเจ้า โดยที่พระคัมภีร์ข้อหนึ่งไม่ได้ขัดแย้งกับอีกข้อหนึ่ง ที่ทำให้คุณต้องปฏิเสธข้อหนึ่งและยอมรับอีกข้อหนึ่ง  อย่างที่ผมพูดไปแล้วว่า สิ่งที่เราได้ทำไปตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพก็คือ เราได้กันพระเจ้าและกันมนุษย์ออกไป  เราได้พลาดความจริงที่ว่า สิ่งที่ทรงสร้างทั้งหมดได้สร้างขึ้นเพื่อเรา  ​พระเจ้าทรงตั้งพระทัยที่จะทำให้แผนงานของพระองค์สำเร็จโดยทางพระคริสต์เพื่อประโยชน์ของเรา  เราต้องเป็นนายของทุกสิ่งโดยมีพระคริสต์เป็นศีรษะของเราและเราเป็นพระกายของพระคริสต์ เพื่อให้แผนการของพระเจ้าสำหรับมนุษย์สำเร็จ

     ทรัพย์สมบัติที่เป็นของเรานั้นถูกยึดไปจากเราด้วยหลักคำสอนที่อ้างว่าทุกสิ่งเป็นของพระคริสต์ผู้เป็นเจ้านายของทุกสิ่ง ไม่ใช่ของคุณหรือของผม  แต่ในฐานะผู้ติดตามที่สัตย์ซื่อขององค์ผู้เป็นเจ้า เราจะยอมรับสิ่งใดก็ตามที่พระคัมภีร์กล่าว  เราจะไม่เป็นนายของทุกสิ่งถ้านั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าได้ทรงมีแผนการไว้สำหรับเรา  แต่กระนั้นพระเจ้าก็ได้ทรงสร้างทุกสิ่งเพื่อคุณและผม เพื่อมวลมนุษย์  แต่ความจริงอันล้ำค่านั้นได้สูญหายไป เพราะเราคิดว่าทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อพระคริสต์เท่านั้น  เปาโลกำลังบอกเราว่า “ทุกสิ่งเป็นของท่าน รวมทั้งข้าพเจ้า รวมทั้งเปโตร และมีมากกว่านั้นคือ รวมทั้งสวรรค์และโลก และชีวิตในอนาคต  ทุกสิ่งเป็นของท่านเพื่อประโยชน์ของท่าน”  ทั้งหมดนี้ถูกยึดไปจากเราเพราะความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  ตอนนี้ผมกำลังเริ่มจะทางทรัพย์สมบัติที่เป็นของเราคืนมา  เราได้รับทุกสิ่งเป็นมรดกก็เพราะเราเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์ (โรม8:17)[31]



[1]กิจการ20:26“เพราะ​ฉะนั้น​ใน​วัน​นี้​ข้าพ​เจ้า​ขอ​ยืน​ยัน​ต่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่าแม้​ท่าน​ทุก​คน​จะ​หลง​หาย​ไปข้าพ​เจ้า​ก็​พ้น​โทษ​แล้ว”

[2]หรือ “กอเอี๊ยะ” จากคำภาษาจีนว่า 膏药(gāoyào)

[3]อพยพ3:1414พระ​เจ้า​จึง​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า“เรา​เป็น​ผู้​ซึ่ง​เรา​เป็น”แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​ว่า“ไป​บอก​ชน​ชาติ​อิส​รา​เอล​ดัง​นี้​ว่า‘พระ​องค์​ผู้​ทรง​พระ​นาม​ว่าเรา​เป็น​ทรง​ใช้​ข้าพ​เจ้า​มา​หา​ท่าน​ทั้ง​หลาย’”(ฉบับมาตรฐาน 2011)

[4]พระเยซูตรัสว่าทรงเป็น 7ประการในยอห์นคือเราเป็นอาหารแห่งชีวิต, เราเป็นความสว่างของโลก, เราเป็นประตู, เราเป็นผู้เลี้ยงที่ดี, เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต,  เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต, และเราเป็นเถาองุ่น (ผู้แปล)

[5]หรือในภาษาจีนว่า “人算什么”

[6]ปฐมกาล 3:15 “เรา​จะ​ให้​เจ้า​กับ​หญิง​นี้​เป็น​ศัตรู​กันทั้ง​พงศ์​พันธุ์​ของ​เจ้าและ​พงศ์​พันธุ์​ของ​นาง​ด้วยเขา​จะ​ทำ​ให้​หัว​ของ​เจ้า​แหลกและ​เจ้า​จะ​ทำ​ให้​ส้น​เท้า​ของ​เขา​ฟก​ช้ำ” 

[7] หรือ 要风得风, 要雨得雨 หมายถึง อยากได้อะไรก็ได้อย่างนั้น

[8]Alexandrian Christ­ology

[9]Moltmann นักศาสนศาสตร์ปฏิรูปแห่งศตวรรษที่ 20

[10]ฮีบรู 4:15 “เพราะ​​เรา​ไม่​ได้​มี​มหา​ปุโร​หิต​ที่​ไม่​สา​มารถ​จะ​เห็น​ใจ​ใน​ความ​อ่อน​แอ​ของ​เราแต่​ทรง​​ถูก​ทด​ลอง​ใจ​เหมือน​เรา​ทุก​อย่าง”

[11]ยากอบ 1:13 อย่า​ให้​คน​ที่​ถูก​ล่อ​ลวง​กล่าว​ว่า“พระ​เจ้า​ทรง​ล่อ​ลวง​ข้าพ​เจ้า”เพราะ​ว่า​พระเจ้า​จะ​ไม่​ถูก​ความ​ชั่ว​ล่อ​ลวง

[12]1 โครินธ์15:47 “มนุษย์​คน​แรก​นั้น​มา​จาก​ดิน​และ​เป็น​มนุษย์​ดินมนุษย์​คน​ที่​สอง​นั้น​มา​จาก​สวรรค์”

[13]Nestorius(บาทหลวงแห่งคอนสแตนติโนเปิล)

[14]อพยพ4:22พระ​ยาห์​เวห์​ตรัส​ดัง​นี้​ว่า“คน​อิส​รา​เอล​เป็น​บุตร​ชาย​ของ​เราบุตร​หัว​ปี​ของ​เรา” (ฉบับมาตรฐาน2011)

[15]anti-Semitism

[16]Aoristคือ กาลกริยาในไวยากรณ์เป็นการกระทำที่เกิดขึ้น ณ จุดจุดหนึ่งในอดีตกาล แต่ไม่ได้จำกัดเฉพาะแต่อดีต(ผู้แปล)

[17] ฉบับอมตธรรมร่วมสมัยแปลว่า “เพื่อเป็นการสรรเสริญพระคุณสูงส่ง” (ผู้แปล)

[18]พระคัมภีร์ยิวฉบับสมบูรณ์ (CJB) แปลเอเฟซัส 1:6ว่า “เพื่อ​เราจะถวายการยกย่องพระองค์ให้สมกับ​ความน่าสรรเสริญของ​พระ​คุณ​ที่พระ​องค์​​ทรง​ให้​แก่​เรา​ทางพระองค์ผู้เป็นที่​​รัก” (ผู้แปล)

[19]English Standard Version (ESV); New American Standard Bible (NASB); New International Version (NIV); New King James Version (NKJV)

[20]1เปโตร1:20 “แท้จริง​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​กำหนด​พระ​คริสต์​นั้น​ไว้​ก่อน​ทรง​สร้าง​โลกแต่​ทรง​ให้​พระ​คริสต์​ปรากฏ​พระ​องค์​ใน​วาระ​สุดท้าย​นี้เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย” (ฉบับ 1971)​

[21]ในพระคัมภีร์เดิมนั้นคำว่า “ที่รัก” ปรากฏบ่อยที่สุดในเพลงซาโลมอน  คำ “ที่รัก” มีปรากฏ 39 ครั้งในพระคัมภีร์เดิมและ 31 ครั้งจะพบในเพลงซาโลมอน ซึ่งทำให้ “ที่รัก” เป็นคำสำคัญของหนังสือเล่มนั้น  เพลงซาโลมอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรหรือ?  มันเป็นแค่เพลงรักที่ท่องกันในพิธีแต่งงานหรือ?  โดยสรุปแล้วเพลงซาโลมอนเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างพระยาห์เวห์กับผู้ที่รักพระองค์  หลายคนรู้จักหนังสือเล่มนี้ว่ามีลักษณะที่ “มีความหมายซ่อนเร้น” ในแง่ของการสื่อถึงความสัมพันธ์ทางฝ่ายวิญญาณระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์  คู่มือศึกษาพระคัมภีร์หลายฉบับมองเพลงซาโลมอนจากมุมมองนั้น โดยมุ่งเน้นอยู่ที่ความรักระหว่างพระยาห์เวห์กับผู้เป็นที่รักของพระองค์ ผู้ที่รักพระองค์ และผู้ที่พระองค์ทรงรัก

[22]โคโลสี 1:18 “พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกายคือคริสตจักร ทรงเป็นจุดเริ่มต้น เป็นบุตรหัวปีที่เป็นขึ้นจากตาย เพื่อพระองค์จะเป็นผู้สูงสุดในทุกสิ่ง” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) และฉบับมาตรฐาน2011 แปลว่า “เป็นผู้แรกที่เป็นขึ้นจากตาย” (ผู้แปล)

[23]อิสยาห์ 44:24พระ​ยาห์​เวห์​ผู้​ไถ่​ของ​เจ้า ผู้​ปั้น​เจ้า​ตั้ง​แต่​ใน​ครรภ์ ตรัส​ดัง​นี้​ว่า “เรา​คือ​ยาห์เวห์ ผู้​ทรง​สร้าง​ทุก​สิ่ง ผู้​ขึง​ฟ้า​สวรรค์​แต่​ลำ​พัง ผู้​กาง​แผ่น​ดิน​โลก​ด้วย​ตัว​เอง (ฉบับมาตรฐาน2011)

[24]James Dunnนักวิชาการพระคัมภีร์ใหม่ของยุคปัจจุบัน (ผู้แปล)

[25]“Wisdom Christology”

[26] “Adam Christology”

[27]Genitive(สัมพันธการก);Causative(การิตการก)

[28]หรือแปลว่า “พระองค์ทรงเป็นปฐม” ในฉบับมาตรฐาน2011(ผู้เปล)

[29] จากคำภาษาจีนว่า “耳边风”

[30]2โครินธ์ 4:15 “เพราะ​ว่า​ทุกๆสิ่ง​ก็​เป็น​ไป​เพื่อ​ประ​โยชน์​ของ​ท่านเพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​คุณ​มา​ถึง​คน​จำ​นวน​มาก​ขึ้นการ​ขอบ​พระ​คุณ​ก็​จะ​มี​มาก​ยิ่ง​ขึ้นอัน​เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า”

[31]โรม 8:17“และ​ถ้า​เราทั้งหลาย​เป็น​บุตร​แล้วเรา​ก็​เป็น​ทา​ยาทคือ​เป็น​ทา​ยาท​ของ​พระ​เจ้าและ​เป็น​ทา​ยาท​ร่วม​กับ​พระ​คริสต์เมื่อ​เรา​ทั้งหลายทน​ทุกข์​ทร​มาน​ด้วย​กัน​กับ​พระ​องค์​นั้น ก็​เพื่อเราทั้งหลาย​จะ​ได้สง่าราศี​ด้วย​กัน​กับ​พระ​องค์​ด้วย” (ฉบับไทยคิงเจมส์)