pdf pic

 

 

บทส่งท้าย

 

 ch1 1

 

พระสิริของพระเจ้า

 

ที่ปรากฏบนพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์

 

 

 

      เหตุการณ์ที่พิเศษในการจำแลงพระกายของพระเยซูได้ถูกบันทึกไว้ให้เราในมัทธิว มาระโก และลูกา แต่ไม่ได้อธิบายความหมายไว้ในพระกิตติคุณเหล่านี้ เรื่องราวเกี่ยวกับการจำแลงพระกายต่อไปนี้มาจากมัทธิว ตามด้วยข้อความที่ตัดตอนมาจากเรื่องราวจากลูกา

 

มัทธิว 17:1-12 1ครั้นล่วง​ไป​ได้​หก​วัน​แล้ว พระ​เยซู​ทรง​พา​เป​โตร ยา​กอบ และ​ยอห์น​น้อง​ชายของ​ยา​กอบ​ขึ้นไปบน​ภูเขา​สูง​ตาม​ลำ​พัง 2แล้วพระกายของ​พระ​องค์​ก็​​เปลี่ยน​​ไป​ต่อ​หน้า​พวก​เขา และพระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​ทอ​แสง​เหมือน​ดวง​อา​ทิตย์ ฉลอง​พระ​องค์​ก็​ขาว​​เหมือนกับแสง​สว่าง 3ดูเถิด ​โม​เสส​และ​เอลี​ยาห์​ก็​มา​ปรา​กฏตัว​กับ​พวก​เขา และ​พูด​คุย​กับ​พระ​องค์ 4แล้วเป​โตรจึง​ทูล​พระ​เยซู​ว่า “องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า ดี​จริงที่พวก​เรา​อยู่​กัน​ที่​นี่ ถ้า​พระ​องค์​ทรง​ประ​สงค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ทำ​เพิง​สาม​หลัง​ที่​นี่ สำ​หรับ​พระ​องค์​หลัง​หนึ่ง สำ​หรับ​โม​เสส​หลัง​หนึ่ง สำ​หรับ​เอลี​ยาห์​หลัง​หนึ่ง” 5ขณะที่เป​โตร​กำลังทูล​อยู่นั้น ดูเถิด ​มี​เมฆ​สุก​ใส​มา​ปก​คลุม​พวก​เขา​ไว้ แล้ว​มี​พระ​สุร​เสียง​ดัง​มา​จาก​เมฆ​​ว่า “​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา ที่เรา​พอ​ใจ​​มาก จง​เชื่อ​ฟัง​เขา​เถิด” 6​เมื่อพวก​สา​วก​ได้​ยิน​ พวกเขาก็​ซบ​หน้า​ลงถึงดิน​และตกใจ​กลัว​ยิ่ง​นัก 7แต่พระ​เยซู​ได้​เสด็จ​มา​ใกล้​และ​ทรง​สัม​ผัส​ตัว​พวก​เขา ตรัส​ว่า “ลุก​ขึ้น​เถิด อย่า​กลัว​เลย” 8และเมื่อ​พวก​เขา​เงย​หน้าขึ้นดู​ก็​ไม่​เห็น​ใคร นอกจาก​พระ​เยซู​ 9​เมื่อพวกเขาลง​มา​จาก​ภูเขา​ พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​พวก​เขา​ว่า “อย่า​เล่าสิ่งที่​ท่าน​​เห็น​นั้น​ให้​ใคร​ฟัง ​จน​กว่า​บุตร​มนุษย์​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย” 10แล้วพวก​สา​วก​ก็ทูล​ถาม​พระ​องค์​ว่า “แล้วทำไม​พวก​ธรร​มา​จารย์​จึง​บอก​ว่า ‘เอลี​ยาห์​จะ​ต้อง​มา​ก่อน?’” 11พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ว่า “เอลี​ยาห์​จะ​มาจริง​ และ​จะ​ทำ​ให้​ทุก​สิ่ง​คืน​สู่​สภาพ​เดิม 12แต่​เรา​บอกพวก​ท่าน​ว่า​เอลี​ยาห์​นั้น​มา​แล้ว และพวก​เขา​ไม่​รู้จัก​ท่าน แต่พวก​เขา​ได้​ทำ​กับ​ท่าน​ตามใจชอบ​ ฉะนั้นบุตร​มนุษย์​ก็​จะ​ต้อง​ทน​ทุกข์​ด้วย​น้ำ​มือ​ของ​พวก​เขา​เช่น​กัน” (ฉบับ ESV)

ลูกา 9:30-32 30และ​ดูเถิด มี​ชายสอง​คน​สน​ทนา​อยู่​กับ​พระ​องค์ คือ​โม​เสส​กับ​เอลี​ยาห์ 31ผู้​มา​ปรา​กฏ​กายด้วย​สิริ[1] และ​พูด​ถึง​การ​จาก​ไป​ของ​พระ​องค์​ที่กำลังจะ​สำ​เร็จ​ที่​กรุง​เย​รู​ซา​เล็ม 32ส่วน​เป​โตร​กับ​คน​ที่​อยู่​ด้วย​นั้น​กำ​ลัง​ง่วงเหงา​หาว​นอน แต่​เมื่อ​พวก​เขา​ตา​สว่าง​ขึ้น เขา​ก็​เห็น​พระสิริ​ของ​พระ​องค์​และเห็นชาย​สอง​คน​นั้น​ที่​ยืน​อยู่​กับ​พระ​องค์ (ฉบับ ESV)

 

      การจำแลงพระกายของพระเยซูเป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในอิสราเอล แม้จะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อโมเสสลงมาจากภูเขาซีนายหลังจากที่พบกับพระเจ้า คือที่ใบหน้าของโมเสสทอแสงจ้าจนไม่มีใครสามารถมองหน้าเขาได้ จึงต้องใช้ผ้าคลุมหน้าเขาไว้ (อพยพ 34:29-35) แต่การแสดงพระสิริที่ยิ่งใหญ่กว่าเกิดขึ้นในการจำแลงพระกาย โดยที่พระพักตร์ของพระเยซูทอแสงเหมือนกับดวงอาทิตย์ และฉลอง​พระ​องค์​ก็เปล่งแสง​ พระสิริที่ทอแสงผ่านพระเยซูนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ทอแสงผ่านโมเสสบนภูเขาซีนายมากนัก แม้ว่าในทั้งสองกรณีนั้นจะเป็นพระสิริของพระยาห์เวห์ที่ทอแสงออกมาอย่างไม่ต้องสงสัย

      พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับ BDAG[2] ภายใต้หัวข้อ metamorphoō (ถูกเปลี่ยนรูป) ไม่มีเหตุผลที่ดีและปราศจากพื้นฐานของพระคัมภีร์ในการแสดงความเห็นตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพว่า พระเยซูที่จำแลงพระกายนั้นกำลังแสดงให้เห็นถึงพระสิริของพระองค์เองที่มีอยู่ก่อน ข้อเท็จจริงก็คือว่า “พระสิริ” (doxa, ลูกา 9:32) ที่ปรากฏในพระเยซูตอนที่จำแลงพระกายนั้น ไม่ใช่พระสิริของพระองค์ที่อ้างว่ามีอยู่ก่อนแล้ว เช่นเดียวกับ “สิริ” (doxa, ข้อ 31) ที่เห็นในโมเสสและเอลียาห์เมื่อพระเยซูทรงจำแลงพระกายนั้นก็ไม่ได้เป็นสิริที่มีอยู่ก่อนแล้ว พระเยซูตรัสซ้ำๆว่าพระองค์ไม่ได้มีสิ่งใดเลย นอกจากสิ่งที่พระบิดาได้ประทานให้พระองค์ และนี่ก็แน่นอนว่าจะรวมถึงพระสิริของพระเยซู ซึ่งเป็นพระสิริของพระยาห์เวห์ที่ทอแสงผ่านพระองค์ในคำตรัสและการกระทำของพระองค์มาตลอด

      หลายปีต่อมา เปโตรผู้เห็นเหตุการณ์การจำแลงพระกายก็กล่าวอย่างชัดเจนว่า พระสิริของพระเยซูเมื่อทรงจำแลงพระกายนั้น “มาจากพระเจ้าพระบิดา”

 

.... เรา​เป็น​สักขี​พยาน​ถึง​ความ​ยิ่ง​ใหญ่​ของ​พระ​องค์ ​​พระ​องค์​ทรง​ได้​รับ​พระ​เกียรติ​และ​พระ​สิริ​จาก​พระ​เจ้า​พระ​บิดา เมื่อมี​พระ​สุร​เสียง​จาก​พระ​สิริ​อัน​ยิ่ง​ใหญ่​มา​ถึง​พระ​องค์​ว่า “​ผู้​นี้​เป็น​บุตรของ​เรา​​ที่เรา​รัก​ เรา​พอ​ใจ​เขามาก” (2 เปโตร 1:16-17 ฉบับ NIV)

 

      ตอนที่พระเยซูทรงจำแลงพระกายนั้น พระสิริของพระยาห์เวห์ได้ทอแสงผ่านโมเสสและเอลียาห์ด้วย โมเสสเป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ประทานพระดำรัสของพระองค์เป็นบทบัญญัติ และเอลียาห์เป็นผู้ที่ทำให้คนตายฟื้นขึ้นมา และดังนั้นจึงเผยให้เห็นฤทธิ์อำนาจของพระยาห์เวห์ที่ทรงเป็นผู้ประทานชีวิต

      แม้ว่าพระสิริของพระเจ้าจะทอแสงอย่างเจิดจ้าในพระเยซูมากกว่าในโมเสสและเอลียาห์ เปโตรก็ไม่ได้ทำเพิงเพียงหลังเดียวสำหรับพระเยซูเท่านั้น แต่ทำเพิงสามหลังสำหรับทั้งสามคน แม้ว่าพระเยซูจะเป็นอาจารย์และเป็นผู้นำของเขา แต่ก็ไม่มี “คำสอนแบบเยซูอิสซึ่ม”[3] อยู่ในความคิดของ     เปโตร! โมเสสในฐานะผู้ให้บทบัญญัติ และเอลียาห์ในฐานะตัวแทนผู้เผยพระวจนะของอิสราเอลก็ได้รับเกียรติเหมือนกับพระเยซูในแง่ที่เสนอจะทำเพิงให้ นี่ไม่ได้เป็นการปฏิเสธว่าพระสิริของพระเจ้าที่ทอแสงผ่านพระเยซูนั้นยิ่งใหญ่กว่าที่ทอแสงผ่านอีกสองคน แต่เป็นการปฏิเสธที่พระเยซูจะต้องได้รับยกย่องว่าเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับความเคารพนับถือจากเหล่าสาวกของพระองค์

      พระพักตร์ที่ทอแสงเจิดจ้าของพระเยซูที่เปล่งประกายเหมือนดวงอาทิตย์ด้วยพระสิริของพระเจ้านั้น ทำให้เหล่าสาวกตกตะลึงและหมอบราบ​กับพื้นอยู่บนภูเขา หากพวกเขาเคยมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการสถิตอยู่ของพระยาห์เวห์ในพระเยซูละก็ ข้อสงสัยเหล่านี้จะหายไปเมื่อได้เห็นความเจิดจ้าของแสงที่เยี่ยมยอดของพระเจ้า

      การจำแลงพระกายไม่ได้เป็นเพียงครั้งเดียว ที่พระพักตร์ของพระเยซูได้ทอแสงเหมือนดวงอาทิตย์ต่อหน้ายอห์น ต่อมาภายหลังในวิวรณ์ พระเยซูได้ทรงปรากฏกับยอห์นในลักษณะที่คล้ายกับการจำแลงพระกายของพระองค์

 

​พระ​องค์​ทรง​ถือ​ดวง​ดาว​เจ็ด​ดวงไว้ในพระ​หัตถ์​ขวา​ของพระ​องค์ ​มี​ดาบ​สอง​คม​ที่​คม​กริบ​ออก​มา​จาก​พระ​โอษฐ์ของพระ​องค์ และ​พระ​พักตร์​ของ​พระ​องค์​เหมือน​ดั่ง​ดวง​อา​ทิตย์​ที่​ฉาย​แสง​เจิดจ้า (วิวรณ์ 1:16 ฉบับ ESV)

 

      ในวิวรณ์ ยอห์นเห็นการสำแดงพระสิริที่คล้ายกันในทูตสวรรค์ที่มีฤทธิ์ด้วยใบหน้าที่เปล่งประ กายด้วยแสงที่แรงกล้าของดวงอาทิตย์

 

แล้ว​ข้าพ​เจ้า​เห็น​ทูต​สวรรค์​ที่​มี​ฤทธิ์​อีก​องค์​หนึ่ง​ลง​มา​จากฟ้า​สวรรค์ มี​เมฆ​ห่อ​หุ้ม​ ​​มี​รุ้ง​บน​ศีรษะ​ของท่าน และใบหน้า​ของ​ท่าน​เหมือน​ดั่ง​ดวง​อา​ทิตย์ และ​ขา​ของ​ท่าน​เหมือน​ดั่ง​เสา​เพลิง (วิวรณ์ 10:1 ฉบับ ESV)

 

      ไม่มีใครที่อ่านข้อนี้แล้วจะฉุกคิดว่าทูตสวรรค์องค์นี้เป็นพระเจ้าที่เท่าเทียมกับพระเจ้าพระบิดา ดังนั้นจึงไม่มีพื้นฐานทางพระคัมภีร์ที่จะทำให้พระเยซูเป็นพระเจ้า จากการจำแลงพระกายของพระ องค์ที่ปรากฏให้เห็น

      พระเยซูทรงพาสาวกเพียงแค่สามคนไปกับพระองค์ในการจำแลงพระกาย เหตุใดอีกเก้าคนจึงไม่ได้รวมอยู่ด้วยในการเปิดเผยที่พิเศษนี้ พระกิตติคุณไม่ได้ให้เงื่อนงำอะไรนอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า ทั้งสามคนนี้ได้ถูกจัดลำดับให้เป็นสาวกวงในของพระเยซู แต่เราสามารถพิจารณาความเป็นไปได้หนึ่งหรือสองอย่างโดยไม่ต้องมาถึงบทสรุปที่ดันทุรังแต่อย่างใด

      เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ ยูดาสผู้ที่จะทรยศพระเยซูเป็นสาวกหนึ่งในสิบสองคน ดังนั้นหากจะให้อีกสิบเอ็ดคนรวมอยู่ในเหตุการณ์ของการจำแลงพระกาย ก็จะไม่มีทางกันยูดาสออกมาโดยไม่สนใจเขา ยิ่งกว่านั้น เนื่องจากการจำแลงพระกายเป็นความลับที่พระเยซูทรงสั่งไม่ให้ทั้งสามเปิดเผยกับคนอื่น จึงเป็นที่ชัดเจนว่าไม่ควรจะเปิดเผยความลับนี้กับยูดาสสาวกคนที่กำลังจะทรยศพระองค์ เปโตร ยากอบ และยอห์นได้ถูกจัดลำดับให้เป็นสาวกวงในของพระเยซู ดังนั้นในเหตุการณ์ที่สำคัญยิ่งของการจำแลงพระกายนี้ ทั้งสามจึงได้รับอนุญาตให้เห็นเหตุการณ์การเปิดเผยพิเศษเกี่ยวกับพระองค์

      แม้ว่าเราจะไม่คำนึงถึงยูดาส แต่ทำไมจึงต้องจำกัดอยู่ที่จำนวนสามคนด้วย? เหตุผลหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ พระเจ้าจะทรงเปิดเผยกับผู้ที่มีท่าทีใจและความคิดซึ่งหาได้ยากแม้แต่ในหมู่ผู้ที่ถูกเลือก นี่คือสิ่งที่บรรดาครูผู้ช่ำชองพระคัมภีร์ซึ่งก็คือพระคำของพระเจ้า จะต้องมีความรู้ที่ได้มาด้วยตัวเอง ในช่วงที่ทำพันธกิจในการสอนและการเทศนาของผม ผมไม่ค่อยได้เห็นว่าจะมีบางคนที่สามารถเข้าใจความจริงฝ่ายวิญญาณได้เกือบจะทันทีที่ได้ยินได้ฟัง ในขณะที่คนอื่นๆที่ได้ยินความจริงอย่างเดียวกัน ในเวลาเดียวกันและในที่เดียวกัน ต้องต่อสู้เป็นเวลานานกว่าจะเข้าใจได้หรือไม่ได้เข้าใจเลย จากเรื่องราวของพระกิตติคุณนั้น ดูเหมือนว่ายอห์นจะเข้าใจเรื่องในฝ่ายวิญญาณเป็นพิเศษ สำหรับเปโตรแล้ว แม้ว่าเขาจะช้ากว่ายอห์นสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าระดับความเข้าใจในฝ่ายวิญญาณของเขาก็สูงกว่าระดับทั่วไป (เช่น มัทธิว 16:15-17)[4] สำหรับยากอบนั้น เรารู้เรื่องราวของเขาเพียงเล็กน้อยจากเรื่องราวในพระกิตติคุณ แต่การที่เขาถูกรวมอยู่ในวงในบ่งบอกว่า เขาน่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเปโตร

      เปาโลกล่าวถึง “พระสิริของพระเจ้าที่ปรากฏบนพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์” (2 โครินธ์ 4:6) คำกล่าวที่ลึกซึ้งนี้บอกทุกสิ่งที่ต้องบอกเกี่ยวกับตัวบุคคล ชีวิต และพันธกิจของพระเยซูคริสต์ พระสิริของพระเจ้าที่ปรากฏบนพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์ได้สะท้อนให้เห็นอย่างสมบูรณ์ในเหตุการณ์พิเศษของการจำแลงพระกายนี้

      อะไรคือ “ความลับ” ของการจำแลงพระกายที่สาวกทั้งสามคนต้องเก็บเงียบไว้ช่วงหนึ่ง? มีการอ้างอิงที่สำคัญเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูว่า “นิมิต​ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เห็น​นั้น อย่า​เล่า​ให้​ใคร​ฟัง​จน​กว่า​บุตร​มนุษย์​จะ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย” (มัทธิว 17:9) และ “บุตรมนุษย์ก็จะต้องทนทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของพวกเขาเช่นกัน” (ข้อ 12) ในลูกา 9:31 โมเสสและเอลียาห์พูดถึง “การจากไป” (ฉบับ NIV) หรือ “ความตาย” (ฉบับ HCSB)[5] ของพระเยซู

      หลายปีต่อมา พระเยซูทรงปรากฏกับยอห์นในวิวรณ์และตรัสกับเขาว่า “เรา​ได้​ตาย​แล้ว แต่​นี่​แน่ะ เรา​ยัง​ดำ​รง​ชีวิต​อยู่​ตลอด​ไป​เป็น​นิตย์” (วิวรณ์ 1:18) ซึ่งเป็นคำอธิบายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งที่พระองค์ตรัสบนภูเขาที่ทรงจำแลงพระกาย สาระสำคัญคู่กันของการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูและการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูประกอบเป็นใจความพื้นฐานของ “ข่าวประเสริฐของพระเจ้า” (มาระโก 1:14; โรม 1:1; 15:16; 1 เธสะโลนิกา 2:2, 8, 9; 1 เปโตร 4:17)[6] ที่เรียกกันเนื่องจากทางการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูนั้น พระยาห์เวห์ทรงให้โลกคืนดีกับพระองค์ (2    โครินธ์ 5:19-20)[7] พระเยซูทรงเป็นองค์ผู้เป็นเจ้าแห่งพระสิริ (1 โครินธ์ 2:8)[8] ไม่ใช่เพราะการดำรงอยู่ก่อนของพระองค์ตามที่เชื่อกันโดยทั่วไป แต่เพราะโดยพระโลหิตของพระองค์ที่กางเขน มวลมนุษย์จึงได้รับการไถ่เพื่อพระเจ้า นั่นเป็นเพราะการเชื่อฟังของพระองค์จนกระทั่งถึงความตายบนกางเขน พระองค์จึงได้รับการยกขึ้นสูงให้รับพระสิริของพระเจ้า

 

เพราะ​ฉะนั้น​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ยก​พระ​องค์​ขึ้น​สูง​สุด

และ​ประ​ทาน​พระ​นาม​เหนือ​นาม​ทั้ง​หมด​แก่​พระ​องค์

เพื่อว่า​เพราะ​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซู​นั้น ทุก​ชีวิต​ใน​สวรรค์ บน​แผ่น​ดิน​โลก

และ​ใต้​พื้น​แผ่น​ดิน​โลก จะ​คุก​เข่าลง​กราบ​พระ​องค์

และ​เพื่อ​​ทุก​ลิ้น​จะ​ยอม​รับ​ว่า​ พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​เป็น​องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า

เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติสิริ​แด่​พระเจ้า​พระ​บิดา

— จบ —

 


[1] ฉบับมาตรฐาน 2011 แปลว่า “รัศมี” และ “พระรัศมี” (ผู้แปล)

[2] พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษของพระคัมภีร์ใหม่และวรรณกรรมคริสเตียนอื่นๆในสมัยแรกๆ โดย Bauer, Danker, Arndt, Gingrich (ผู้แปล)

[3] Jesusism หรือ Jesuism คือความเชื่อว่าคำสอนของพระเยซูตามศาสนาของยิวแตกต่างจากคำสอนของเปาโล (ผู้แปล)

[4] มัทธิว 16:15-17 แล้ว​พระ​องค์​ตรัส​ถาม​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า “แล้ว​พวก​ท่าน​ว่า​เรา​เป็น​ใคร?” ซีโมน​เป​โตร​ทูล​ตอบ​ว่า “พระ​องค์​เป็น​พระ​คริสต์​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์​อยู่” พระเยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ซีโมน​บุตร​โย​นาห์​เอ๋ย ท่าน​ก็​เป็น​สุข เพราะ​มนุษย์​ไม่​ได้​เปิด​เผย​เรื่อง​นี้​แก่​ท่าน แต่​พระ​บิดา​ของ​เรา​ผู้​สถิต​ใน​สวรรค์​ทรง​เปิด​เผย​ให้​ทราบ”

[5] The Holman Christian Standard Bible

[6] มาระโก 1:14 “หลัง​จาก​ยอห์น​ถูก​จับ​แล้ว พระ​เยซู​เสด็จ​มา​ยัง​แคว้น​กา​ลิลี ทรง​ประ​กาศ​ข่าว​ประ​เสริฐ​ของ​พระ​เจ้า”

[7] 2 โครินธ์ 5:19 “คือ​พระ​เจ้า​ทรง​ให้​โลก​นี้​คืน​ดี​กับ​พระ​องค์​โดย​พระ​คริสต์ ไม่​ทรง​ถือ​โทษ​ใน​ความ​ผิด​ของ​พวก​เขา และ​ทรง​มอบ​เรื่อง​ราว​การ​คืน​ดี​นี้​ให้​เรา​ประ​กาศ”

[8] 1 โครินธ์ 2:8 “ไม่​มี​ผู้​ครอบ​ครอง​ใดใน​ยุค​นี้​รู้​จัก​พระ​ปัญ​ญา​นี้ เพราะ​ว่า​ถ้า​รู้จัก​แล้ว จะ​ไม่​เอา​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​แห่ง​พระ​สิริ​ตรึง​กาง​เขน”