พิมพ์
หมวด: The Only Perfect Man
ฮิต: 2555

pdf pic

 

 

บทที่ 5

 

 ch1 1

 

เสาหลักที่สามของ

 

ความเชื่อในตรีเอกานุภาพ: ฮีบรูบทที่ 1

 

     

 

      ฮีบรูบทที่ 1 นี้ผมเคยเรียกว่าเป็นเสาหลักที่สามของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  การเรียบเรียงของบทนี้เป็นความต่อเนื่องของข้อความอ้างอิงจากพระคัมภีร์เดิมซึ่งใช้เนื้อที่มากกว่าครึ่งบท และทำให้เห็นจุดประสงค์ที่จะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ กษัตริย์ของอิสราเอลตาม   พระสัญญา  ไม่มีข้อความในพระคัมภีร์เดิมที่เคยพูดถึงพระเมสสิยาห์ว่าเป็นพระเจ้า และนี่ก็ไม่ใช่ความมุ่งหมายของหนังสือฮีบรู  ต่อไปนี้คือฮีบรูบทที่ 1 ทั้งบท

 

ฮีบรู 1:1-14 1นาน​มา​แล้ว​ พระ​เจ้า​ได้ตรัส​กับ​บรรพ​บุรุษ​ของ​เรา​​ทาง​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะหลาย​ครั้งและ​หลาย​วิธีการ 2แต่​ใน​วาระ​สุด​ท้าย​นี้​พระ​องค์​ได้ตรัส​กับ​เรา​ทาง​พระ​บุตรของพระ​องค์ ผู้​ที่​พระ​องค์​ทรง​ตั้ง​ให้​เป็นองค์ทา​ยาท​รับ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรง​สร้าง​โลกโดยเฉพาะ  3พระบุตรเป็นแสงเจิดจ้าของพระสิริของเจ้าและทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์ และทรง​ค้ำจุน​จักรวาล​ไว้​ด้วย​พระ​วจนะ​อัน​ทรง​ฤทธา​นุภาพ​ของ​พระ​องค์  หลังจากที่​พระ​องค์​ทรง​ชำระ​บาป​ทั้ง​หลาย​แล้ว พระองค์ก็​ประ​ทับที่​เบื้อง​ขวา​ของ​องค์ผู้​สูง​สุดเบื้องบน 4 ทรงมาเป็นผู้ที่​ยิ่ง​ใหญ่กว่า​เหล่า​ทูต​สวรรค์มากนัก​ เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ได้​รับ​พระ​นาม​ที่​สูงส่ง​กว่า​นาม​ของ​เหล่า​ทูต​สวรรค์ 5เพราะ​ว่า​​พระ​เจ้า​เคย​ตรัส​กับ​ทูต​สวรรค์​องค์ไหนอย่างนี้บ้าง​ว่า “เจ้า​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน​นี้​เรา​ได้ให้​กำ​เนิด​เจ้า” และ​ตรัส​อีก​ว่า “เราจะ​เป็น​บิดา​ของ​เขา และ​เขา​จะ​เป็น​บุตร​ของ​เรา” 6และ​อีก​ครั้ง​เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​นำ​พระ​บุตร​หัวปี​​เข้า​มา​ใน​โลก พระองค์ตรัส​ว่า “ให้ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ​พระ​บุตร” 7พระ​องค์​ตรัสถึงเหล่า​ทูต​สวรรค์​ว่า “พระ​องค์​ทรง​สร้าง​พวก​ทูต​สวรรค์​ของ​พระ​องค์​ให้​เป็นเหมือนลม และ​ทรง​สร้าง​บรร​ดา​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​ให้​เป็น​เหมือน​เปลวไฟ” ​8แต่​พระ​องค์​ตรัสถึง​พระ​บุตร​ว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า พระ​บัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​เป็นนิตย์ พระ​คทา​แห่งความเที่ยง​ธรรม​คือพระ​คทา​แห่งราชอาณา​จักร​ของ​พระ​องค์ 9พระ​องค์​ทรง​รัก​ความ​ชอบ​ธรรมและ​ทรง​เกลียด​ความมชั่ว เพราะฉะนั้น​พระ​เจ้า ซึ่ง​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​พระ​องค์ จึงได้ทรง​เจิม​พระ​องค์ด้วย​น้ำ​มัน​แห่ง​ความ​ยินดีเหนือ​บรร​ดา​พระ​สหาย​ของ​พระ​องค์” ​10“​องค์​ผู้​เป็น​เจ้า ​พระ​องค์ได้​ทรง​วางรากฐานของ​แผ่น​ดิน​โลกใน​ปฐม​กาล และ​ฟ้า​สวรรค์​เป็น​ผล​งาน​จากฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์  11สิ่ง​เหล่า​นั้นจะ​พินาศ แต่​พระ​องค์ทรง​ดำ​รง​อยู่ ​สิ่งเหล่านั้น​จะ​เก่า​ไป​เหมือน​เสื้อผ้าที่สวมใส่  12พระองค์จะทรงม้วนสิ่งเหล่านั้นหมือนทรงม้วน​​เสื้อคลุม สิ่ง​เหล่านั้น​จะ​เปลี่ยนไปเหมือน​กับเสื้อผ้า แต่​พระ​องค์​ยัง​ทรง​เหมือน​เดิม และ​ปี​เดือน​ของ​พระ​องค์​จะ​ไม่​​สิ้นสุด” ​13และมี​ทูต​สวรรค์​องค์​ไหน​บ้าง​ที่​พระ​องค์เคย​ตรัสอย่างนี้​ว่า “จง​นั่ง​ที่​เบื้อง​ขวา​ของ​เรา จน​กว่า​เรา​จะ​ทำ​ให้​ศัตรู​ของเจ้า​เป็น​ที่​รอง​เท้า​ของ​เจ้า” 14ทูต​สวรรค์​ทั้ง​ปวง​เป็น​เพียง​วิญ​ญาณ​ที่ปรนนิบัติ​รับ​ใช้ ที่ถูก​ส่งออก​ไปเพื่อ​ช่วยบรรดา​ผู้​ที่​จะ​ได้​รับ​ความ​รอด​ไม่​ใช่​หรือ? (ฉบับ ESV)

 

ฮีบรู 1:2

      การที่จะพิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูนั้น บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพจำเป็นต้องหาข้อที่พูดถึงพระองค์ว่าเป็นพระผู้ทรงสร้างโลกนี้  ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระผู้สร้าง หรือพระผู้ร่วมสร้าง หรือแม้แต่เป็นตัวแทนของการสร้าง ก็แสดงว่าพระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนและเป็นพระเจ้าอย่างชัดเจน  การหาข้อดังกล่าวได้ยากในพระคัมภีร์ทำให้บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพพยายามจะค้นหาให้ได้  และในเมื่อหาข้ออย่างนั้นไม่ได้ แล้วทำไมจึงไม่คิดขึ้นมาใหม่ล่ะ?  คำกล่าวนี้ไม่ได้พูดให้เป็นเรื่องตลก แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างจริงจัง

      ในบทที่แล้วเราได้เห็นแล้วว่า “โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรง​สร้าง​โลกโดยเฉพาะ” ในฮีบรู 1:2 ก็อาจหมายถึง “เพราะผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกโดยเฉพาะ”  ซึ่งเป็นการอ่านที่ไม่สนับสนุนการดำรงอยู่ก่อนของพระคริสต์  ตอนนี้เราจะกลับมาดูข้อนี้จากมุมมองที่ต่างออกไปและสังเกตการแปลสี่แห่งของข้อนี้ในฉบับ ESV ที่คลาดเคลื่อนจากตัวบทภาษากรีก

ต่อไปนี้เราจะอ้างถึงฮีบรู 1:2 สองครั้ง ครั้งแรกจากฉบับ ESV และครั้งที่สองก็จากฉบับ ESV แต่มีความคลาดเคลื่อนสี่แห่งจากตัวบทภาษากรีกที่เห็นเป็นตัวหนาและมีตัวเลข 1, 2, 3, 4 ข้างบน สำหรับการอ้างอิง

 

ฮีบรู 1:2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสกับเราทางพระบุตรของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงตั้งให้เป็นองค์ทายาทรับสิ่งทั้งปวง โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกโดยเฉพาะ

ฮีบรู 1:2 แต่ในวาระสุดท้ายนี้พระองค์ได้ตรัสกับเราทางพระบุตรของพระองค์1 ผู้ที่พระองค์ทรงตั้งให้เป็นองค์2ทายาทรับสิ่งทั้งปวง  โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้าง3โลก4โดยเฉพาะ (ฉบับ ESV)[1]

 

      ถ้อยคำตอนท้ายของข้อนี้ที่ว่า “โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกโดยเฉพาะ” เป็นการอ่านอย่างที่ความเชื่อในตรีเอกานุภาพต้องการ เพราะมันบอกเป็นนัยว่าพระเยซูทรงมีบทบาทในการสร้างในปฐมกาล  กระนั้นสัญญาณบอกความผิดปกติก็ดังขึ้นเมื่อพระคัมภีร์ใหม่ฉบับนิวเยรูซาเล็มกล่าวบางอย่างที่แตกต่างออกไปว่า “โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงทำให้มียุคต่างๆ”  คำแปลอย่างไหนถูกต้องกันแน่?  นี่คือข้อตามที่ปรากฏในฉบับ NJB และในข้อความภาษากรีก

 

ฮีบรู 1:2 ฉบับ NJB ...ในยุคของเรา ​ใน​วาระ​สุด​ท้าย​นี้​ พระ​องค์ (พระเจ้า) ได้​ตรัส​กับ​เรา​ในองค์​พระ​บุตรของพระ​องค์​1 ผู้​ที่​พระ​องค์ทรง​ตั้ง​ให้​เป็น​ทา​ยาท​ของสิ่งทั้งปวง​ และโดยผู้ที่พระ​องค์​ได้ทรงทำให้มี​ยุคต่างๆ

Hebrews 1:2 NA28 … ἐλάλησεν ἡμῖν ἐν υἱῷ, ὃν ἔθηκεν κληρο­νόμον πάντων, δι᾽ οὗ καὶ ἐποίησεν τοὺς αἰῶνας [aiōnas]

 

      ใครๆที่อ่านภาษากรีกได้ก็จะรู้ทันทีว่าฉบับ NJB ที่มีคำแปลที่ถูกต้อง ไม่ใช่ฉบับ ESV  ในภาษากรีกนั้น คำสำคัญจะเป็นคำท้ายสุดในข้อนั้น ซึ่งก็คือ aiōnas คำพหูพจน์ของ aiōn[2]  อันที่จริงแล้วคำภาษาอังกฤษว่า “eon” (ยุค) มาจากภาษากรีกว่า aiōn  ทางภาษาละตินว่า aeōn

      ในขณะที่ฉบับ ESV ได้ทำการดัดแปลงสี่แห่งในฮีบรู 1:2  ในส่วนภาษากรีกนั้น ฉบับ NJB ได้ทำการดัดแปลงเพียงแห่งเดียว  ต่อไปนี้เราจะแสดงรายการดัดแปลงของฉบับ ESV สี่รายการที่ทำเครื่องหมายไว้ด้วยตัวเลขสี่ตัวข้างบน และตามมาด้วยการพิจารณารายละเอียดของการดัดแปลงที่สี่

      การดัดแปลงที่ 1  ในคำว่า “พระบุตรของพระองค์” จากฮีบรู 1:2 นั้น เราจะไม่พบคำว่า “ของพระองค์” ในภาษากรีก  แล้วเหตุใดฉบับ ESV จึงเพิ่มเข้าไป? การรวมคำว่า “ของพระองค์” เข้าไปก็ไม่ได้ทำให้คำกล่าวนั้นผิดไปจากหลักคำสอน แต่ทำไมจึงใส่คำนี้เข้าไปในตัวบททั้งๆที่ไม่ได้มีอยู่ ดังนั้นจึงเป็นการจำกัดความหมายของคำว่า “บุตร”? ความจริงก็คือ พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าทรง “นำ​บุตร​จำ​นวน​มาก​ไป​สู่​ศักดิ์​ศรี” (ฮีบรู 2:10) ไม่ใช่แค่บุตรคนเดียว

      การดัดแปลงที่ 2 ในทำนองเดียวกันคำว่า “the” ในคำ “the heir (องค์ทายาท)” นี้ไม่มีในภาษากรีก แล้วทำไมฉบับ ESV จึงเพิ่มคำนี้เข้ามา?  คำว่า “องค์ทายาท” บ่งบอกอะไรหรือ ถ้าไม่ใช่ว่าพระเยซูทรงเป็นทายาทเพียงคนเดียว?  มีเหตุผลอะไรหรือที่กำหนดข้อจำกัดที่ไม่ได้พบในพระคัมภีร์ให้กับคำว่า “ทายาท”?  เปาโลกล่าวว่าผู้เชื่อทั้งหลายก็เป็นทายาทด้วย คือ “ถ้าเป็นบุตรของพระองค์แล้ว เราก็เป็นทายาท คือเป็นทายาทของพระเจ้าและเป็นทายาทร่วมกับพระคริสต์” (โรม 8:17)

      การดัดแปลงที่ 3  คำว่า “ได้ทำให้มี” (ซึ่งคงไว้อย่างถูกต้องในฉบับ NJB) และฉบับ ESV ได้เปลี่ยนให้เป็น “ได้สร้าง”  เหตุผลของการเปลี่ยนที่เห็นได้ชัดก็คือ มนุษย์สามารถทำสิ่งต่างๆให้มีขึ้นได้ แต่มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถสร้างสิ่งต่างๆได้  การเปลี่ยน “ได้ทำให้มี” มาเป็น “ได้สร้าง” เป็นการดัดแปลงพื้นฐานที่บอกเป็นนัยว่าพระเยซูคือพระเจ้า  ความแตกต่างของความหมายระหว่าง “ได้ทำให้มี” กับ “ได้สร้าง” นั้นไม่ชัดเจนมากในภาษาอังกฤษเหมือนในภาษากรีก  แต่ถึงแม้ในภาษาอังกฤษ คำว่า “ฉันได้ทำ (ให้มี) ขนมปังนี้” (อาจโดยการอบ) ก็จะเข้าใจแตกต่างจาก “ฉันได้สร้างขนมปังนี้” (ซึ่งอาจใช้เป็นหนึ่งในหลายความหมายที่รวมถึงการสร้างขนมปังโดยการอัศจรรย์)[3]

      การดัดแปลงที่ 4  นี่เป็นการดัดแปลงครั้งใหญ่ซึ่งสะท้อนให้เห็นในคำแปลที่ขัดแย้งกับฉบับ NJB (“โดยผู้ที่พระ​องค์​ได้ทรงทำให้มี​ยุคสมัยต่างๆ”) และ ESV (“โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงสร้างโลกโดยเฉพาะ”) ฉบับ NJB แปล tous aiōnas ได้อย่างถูกต้องว่าเป็น “​ยุคต่างๆ” (ซึ่งเป็นคำแปลตรงตัวเลย)[4] ในขณะที่ฉบับ ESV เปลี่ยนคำนี้เป็น “โลก” เพื่อบ่งบอกว่าโลกนี้ได้ถูกสร้างขึ้นทางพระเยซู  มันน่าสนใจที่การผูกประโยคอย่างเดียวกันนี้มีปรากฏ 29 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ภาษากรีก แต่ฉบับ ESV ไม่เคยแปลว่า “โลก” ยกเว้นในฮีบรู 1:2!

      ตามคำศัพท์แล้ว tous aiōnas ในฮีบรู 1:2 ไม่ได้หมายถึง “โลก” แต่หมายถึง “ยุคต่างๆ”  นั่นเป็นคำพหูพจน์ของ aiōn ซึ่งหมายความว่า “​ยุค​” (ดังนั้นพหูพจน์จึงเป็น “​ยุคต่างๆ​”) สำหรับคนที่พูดภาษาอังกฤษแล้วจะเข้าใจจุดนี้ได้ง่าย เพราะคำภาษาอังกฤษว่า “eon” มาจาก aiōn  ที่ว่า aiōn ให้ความหมายเกี่ยวกับเวลาและ​ยุคต่างๆ​ (เหมือนกับ “eon” ในภาษาอังกฤษ) นั้นจะ เห็นมากขึ้นในข้อเท็จจริงที่ว่า eis ton aiōna (หรือ eis tous aiōnas) เป็นสำนวนภาษากรีกมาตรฐานสำหรับคำว่า “เป็นนิตย์” (มีปรากฏ 54 ครั้ง, เช่น 2 ยอห์น 1:2)[5]

 

ความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงฮีบรู1:2

      [หมายเหตุ: ผู้อ่านบางคนอาจต้องการข้ามส่วนนี้ไป]

      พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับเธเยอร์และฉบับอื่นๆต่างยอมรับว่าaiōn ให้ความหมายเกี่ยวกับเวลาและยุคสมัยต่างๆ แต่เธเยอร์พยายามอย่างมากที่จะหาทางหลีกเลี่ยงของความเชื่อในตรีเอกานุภาพเกี่ยวกับข้อเท็จจริงนี้ในฮีบรู 1:2 ด้วยคำนามนัยที่สมมุติขึ้น

      คำว่า “นามนัย” อาจดูลึกลับ แต่แนวความคิดของมันเข้าใจได้ง่าย  พจนานุกรมฉบับอเมริกัน เฮริเทจ (AHD)[6]กล่าวว่า นามนัยเป็นรูปแบบคำพูดที่แทนด้วยคำอื่นที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมาก  พจนานุกรมฉบับอเมริกันเฮริเทจ ยกตัวอย่างคำนามนัยสองตัวอย่างคือ “วอชิงตัน” (Washington) ซึ่งหมายถึงรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และ “ดาบ” (sword) ซึ่งหมายถึงอำนาจทางทหาร

      พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับเธเยอร์ (หน้า 19) หยิบยกนามนัยที่ไม่มีอยู่จริงเพื่อจะบอกว่า aiōn หมายถึง “โลก, จักรวาล” โดยนามนัย  พจนานุกรมนี้ดูเหมือนจะเป็นฉบับเดียวที่พบการใช้นามนัยนี้ที่คิดขึ้น  คำนิยามของ aiōn ถูกต้องจนถึงจุดที่มุ่งเน้นอยู่ที่ “ยุค” มากกว่า “โลก” นั่นคือ จนกระทั่งมีการหยิบยกนามนัยในประโยคสุดท้าย

 

1. ยุค, ช่วงชีวิตของมนุษย์, ชีวิต

2. ยุคที่ไม่ขาดช่วง, ความไม่มีที่สิ้นสุดของกาลเวลา, ความนิรันดร์กาล

                1a. เป็นสากล, เป็นนิตย์, ยอห์น 6:51, 58; 14:16; ฮีบรู 5:6; 6:20 เป็นต้น

2. โดยนามนัยของสิ่งที่บรรจุสำหรับบรรจุไว้ hoi aiōnes หมายถึงโลก, จักรวาล  

          ได้แก่ การรวมตัวกันของสิ่งต่างๆที่บรรจุไว้ในกาลเวลา ฮีบรู 1:2; 11:3

 

      นี่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เธเยอร์กล่าวไว้ในคำกล่าวสุดท้ายว่า aiōn ไม่เคยถูกเรียกด้วยนามนัยว่า  “ที่บรรจุ” ของจักรวาลวัตถุที่ถูกสร้างขึ้น  ไม่มีหลักฐานในพระคัมภีร์เกี่ยวกับนามนัยที่กล่าวถึงนี้  จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เธเยอร์ไม่ได้อ้างอิงงานเขียนก่อนหน้านี้เกี่ยวกับความหมายที่ผิดธรรมดานี้  เห็นได้ชัดว่านามนัยดังกล่าวคิดขึ้นเพื่อใช้กับความเชื่อในตรีเอกานุภาพ  นี่เป็นการ “ใช้​พระ​วจนะ​แห่ง​ความจริงอย่างถูกต้อง” ไหม (2 ทิโมธี 2:15) หรือนี่เป็นการ “บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า” หรือไม่ (2 โครินธ์ 4:2)?

      ในทางตรงกันข้าม พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับมาตรฐาน 1973 ที่ไม่ตัดย่อของลิดเดล-สก็อต-โจนส์[7] ไม่ได้กล่าวถึง “โลก” หรือ “จักรวาล” ในคำนิยามของ aiōn (ตรงข้ามกับฉบับ ESV) นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า aiōn เป็นที่บรรจุของโลกหรือจักรวาล (ตรงข้ามกับเธเยอร์)  พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับพิมพ์ครั้งแรกของลิดเดล-สก็อต-โจนส์ ได้ตีพิมพ์ในปี 1843 เป็นเวลา 46 ปีก่อนการตีพิมพ์พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับเธเยอร์ในปี 1889  แล้วทำไมเธเยอร์จึงให้คำนิยามที่ไม่เคยมาก่อนของ aiōn ที่ไม่พบในฉบับของลิดเดล-สก็อต-โจนส์ ซึ่งเป็นพจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษที่ได้รับการยอมรับและเชื่อถือในสมัยของเธเยอร์เหมือนที่ยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ โดยไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับการเขียนใดๆในเรื่องนี้?

      ต่อไปนี้เป็นคำนิยามของ aiōn (ที่ทับศัพท์ภาษากรีก) ในฉบับ 1996 พิมพ์ครั้งที่ 9 ของพจนานุ กรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับลิดเดล-สก็อต-โจนส์ LSJ ซึ่งไม่ได้ให้ความหมายว่าเป็น “โลก” หรือ “พิภพ” (ตรงข้ามกับฉบับ ESV) นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงข้อเสนอแนะใดๆของนามนัยที่กล่าวถึง

 

       aiōn, ōnos, ho: - ช่วงเวลาหนึ่งของการมีชีวิตอยู่:

      1. ช่วงชีวิตของคนๆหนึ่ง, ชีวิต

2. ยุคหนึ่ง, รุ่นอายุ

3. ระยะเวลาอันยาวนานของช่วงเวลาหนึ่ง, ยุคหนึ่ง, ap’ aiōnos แต่เก่าก่อน, สำหรับทุกวัย, พระคัมภีร์ใหม่; ton di 'aiōnos chronon, เป็นนิตย์

4. ระยะเวลาที่แน่นอนของช่วงเวลาหนึ่ง, ศักราช, ยุคสมัย, ยุค, ช่วงสมัย, ho aiōn houtos โลกในปัจจุบันนี้, ตรงข้ามกับ to ho mellōn, พระคัมภีร์ใหม่: ดังนั้นการใช้ในพหูพจน์, eis tous aiōnas เป็นนิตย์

 

      พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับที่สามของ BDAG เกี่ยวกับ aiōn  จัดให้ฮีบรู 1:2 อยู่ภายใต้หัวข้อที่ 3 ด้วยคำนิยามว่า “โลกในแนวคิดเชิงพื้นที่”  แต่พจนานุกรมฉบับ BDAG ไม่แน่ใจกับการจัดหมวดหมู่นี้และยอมรับว่า “ข้อพระคัมภีร์หลายตอนเหล่านี้” (กล่าวคือ ข้อความที่ BDAG เพิ่งอ้างถึงซึ่งรวมฮีบรู 1:2) อาจอยู่ภายใต้หัวข้อที่ 2”  หัวข้อที่ 2 ให้คำนิยามว่า “ส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่เป็นส่วนเฉพาะของประวัติศาสตร์, ยุค” ซึ่งสอดคล้องกับความหมายพื้นฐานและตามคำของ aiōn  ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม โลกที่ได้สร้างขึ้นในปฐมกาลไม่ได้เป็นเพียง “แนวคิดเชิงพื้นที่” แต่ยังเป็นแนวคิดทางจิตวิญญาณที่ชี้ไปถึงการทรงสร้างใหม่  การทรงสร้างใหม่มีความสำคัญต่อการเข้าใจฮีบรู 1:2 และข้ออื่นๆในฮีบรู (เช่น ฮีบรู 11:3)[8]

      คำว่า aiōn ในพระคัมภีร์ ไม่เคยหมายถึงการสร้างสิ่งที่เป็นวัตถุในปฐมกาล  ดังนั้นฮีบรู 1:2 จึงไม่ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมใดๆของพระเยซูในการสร้างโลกในปฐมกาล  แต่ตรงกันข้ามกับที่พระประสงค์ของพระยาห์เวห์ในการทรงสร้างของพระองค์ก็คือว่า พระเยซูคริสต์ควรจะเป็นทายาทรับทุกสิ่งโดยมีพี่น้องของพระองค์เป็นทายาทร่วมกับพระองค์  ด้วยเหตุนี้ในฮีบรู 1:2 ข้อเดียวกัน จึงพูดถึงพระบุตรว่าเป็นผู้ที่พระเจ้า “ได้ทรง​ตั้ง​ให้​เป็น​ทา​ยาทรับ​สิ่ง​ทั้ง​ปวง” แล้วกล่าวต่อไปว่าพระเจ้าได้ทรงกำหนดยุคต่างๆโดยทางพระคริสต์ (ฉบับ NJB “โดยผู้ที่พระ​เจ้า​ได้ทรง​ทำให้มี​ยุคต่างๆ”; ฉบับ ITNT “พระองค์ยังทรงกำหนดยุคสมัยต่างๆขึ้นรอบพระองค์”)

      สรุปแล้ว aiōn ไม่ได้หมายถึงโลกวัตถุหรือจักรวาล แต่หมายถึงยุคหรือยุคสมัยต่างๆของประวัติ ศาสตร์มนุษย์จากปฐมกาลจนถึงสิ้นยุค เราได้เห็นแล้วว่าคำภาษาอังกฤษว่า eon  นี้มาจากคำภาษา  กรีกว่า aiōn ทางคำภาษาละตินว่า aeōn

 

สองยุคหลักๆในประวัติศาสตร์ของความรอด

      พระคริสต์ทรงเป็นศูนย์กลางของยุคต่างๆในทางใดหรือ?  สิ่งที่หนังสือฮีบรูนึกถึงก็คือ “ประวัติ ศาสตร์แห่งความรอด”  ในพระคัมภีร์ใหม่และในศาสนายิวนั้น ประวัติศาสตร์แห่งความรอดได้แบ่งออกเป็นสองยุคหลักๆคือ “ยุคนี้” และ “ยุคที่จะมาถึง”  ทั้งสองยุคมาบรรจบกันที่พระเยซูคริสต์พระเมสสิยาห์และถูกกล่าวถึงพร้อมกันในมัทธิว 12:32 (“​ผู้ใด​ที่​กล่าว​ร้าย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์ จะ​ไม่ได้รับการ​ยกโทษ ทั้งใน​ยุค​นี้หรือใน​ยุค​หน้า​”) และในเอเฟซัส 1:21 (พระเจ้าทรงตั้งพระคริสต์ไว้ “เหนือกว่านาม​ทั้ง​หมด​ที่​ถูกกล่าวถึง ไม่​เฉพาะแต่ใน​ยุค​นี้​ แต่​ใน​ยุค​ที่​จะ​มาถึง​ด้วย​”)  พระยาห์เวห์ ทรงทำให้พระคริสต์เป็นศูนย์กลางของยุคสมัยต่างๆ เพราะว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ของ “ยุคต่างๆ” (1 ทิโมธี 1:17 ซึ่งมี aiōn คำพหูพจน์คำเดียวกัน)[9] ทรงทำให้แผนงานของพระองค์เกี่ยวกับความรอดสำหรับมนุษย์สำเร็จโดยทางพระคริสต์

      ยุคปัจจุบันเริ่มต้นกับอับราฮัมและดำเนินต่อมาจนถึงปัจจุบัน  ยุคที่จะมาถึงเริ่มต้นกับพระเยซูพระเมสสิยาห์และจะดำเนินต่อไปจนเมื่อสิ่งทั้งปวงที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้นั้นสำเร็จ  นี่หมายถึงการคาบเกี่ยวกันของสองยุค และยุคทั้งสองนี้จะคาบเกี่ยวกันต่อไปจนกว่าพระเยซูจะเสด็จกลับมา  อีกครั้ง (กิจการ 1:11; มาระโก 13:26)  การคาบเกี่ยวกันของทั้งสองยุคนี้ทำให้เป็นไปได้ที่เราจะมีประสบการณ์กับ “ฤทธิ์​เดช​แห่ง​ยุค​ที่​จะมา​ถึง​” ได้ในขณะนี้ (ฮีบรู 6:5)[10]  ถึงแม้ว่า “ยุคนี้” อาจพูดได้ว่าเริ่มต้นกับอับราฮัม แต่ก็ถูกต้องพอๆกันที่จะพูดว่าเริ่มต้นด้วยการไม่เชื่อฟังของอาดัม  ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ยุคนี้ก็จะดำเนินต่อไป “จนกว่า​จะ​สิ้น​ยุค” (มัทธิว 28:20, tēs sunteleias tou aiōnos) จะสิ้นสุดด้วยการที่ผู้เชื่อทั้งปวงจะเป็นขึ้นจากความตาย  ซึ่งเป็นสิ่งสุดยอดที่แสดงให้เห็นถึงฤทธานุภาพของพระยาห์เวห์ในการประทานชีวิตให้  และด้วยการพิพากษาสุดท้าย

      ในยุคนี้ พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์มากมาย เช่น การเปิดเผยพระนามพระยาห์เวห์ของพระองค์ การช่วยกู้ชนอิสราเอลออกมาจากอียิปต์ การประทานพระบัญญัติสิบประการแก่โมเสสบนภูเขาซีนาย และที่สำคัญที่สุดคือการมาบังเกิดอันน่าอัศจรรย์ของพระเยซู ตามมาด้วยความสมบูรณ์แบบของพระองค์ (ที่สำเร็จโดยผ่านความทุกข์ทรมาน) ความตายของพระองค์ และการคืนพระชนม์ของพระองค์ เพื่อความรอดของโลก

      ในฮีบรู สองยุคหรือสองยุคสมัย (ยุคนี้และยุคที่จะมาถึง) นี้สอดคล้องกับสองพันธสัญญาคือ “พันธสัญญาแรก” และ “พันธสัญญาใหม่” (ฮีบรู 8:7-8)[11] ฮีบรูกล่าวถึงพันธสัญญาเดิมว่า “พ้น​สมัย​ไป​แล้ว สิ่ง​ที่​พ้น​สมัย​และ​เก่า​ไป​แล้ว​นั้น​ก็​จะ​เสื่อม​สูญ​ไป” (8:13) พันธสัญญาใหม่เป็น “พันธสัญญาที่ดีกว่า” (7:22)[12] และมีลักษณะในฝ่ายวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับใจและจิตใจ  “เรา​จะ​บรรจุ​พระ​ธรรม​ของ​เรา​ไว้​ใน​จิตใจ​ของ​เขา และ​เรา​จะ​จารึก​พระ​ธรรม​บัญญัติ​นั้น​ไว้​ที่​ใน​ดวงใจ​ของ​เขา และ​เรา​จะ​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​เขา และ​เขา​จะ​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​เรา” (8:10; 10:16)   พระเยซู “​ทรง​ได้รับมอบหมาย​พันธ​กิจ​ที่ประเสริฐกว่า เช่นเดียว​กับพันธสัญญา​ที่​พระ​องค์ทรง​เป็น​ผู้​กลาง​นั้น ​ซึ่งเป็นพระสัญญาที่ดียิ่ง​กว่า” (ฮีบรู 8:6, ฉบับ NJB)  ด้วยเหตุนี้พันธสัญญาใหม่จึงถูกเรียกว่าเป็น “พันธสัญญานิรันดร์” (13:20)[13]

      “พันธสัญญา​” (diathēkē) เป็นคำสำคัญในหนังสือฮีบรูและมีปรากฏบ่อยครั้งในหนังสือฮีบรู (14 ครั้ง) มากกว่าหนังสือเล่มอื่นๆในพระคัมภีร์ใหม่ (เล่มที่มีปรากฏสูงสุดรองลงมาคือกาลาเทีย ซึ่งมีปรากฏ 3 ครั้ง)  พันธสัญญาที่บันทึกไว้แรกสุดระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ก็คือพันธสัญญาที่พระเจ้าองค์เดียวได้ทรงทำไว้กับโนอาห์ที่พระองค์ทรงสัญญาว่าจะไม่ให้น้ำท่วมโลกอีก (ปฐมกาล 9:9-17)

      ในพันธสัญญาแรกๆ มีพันธสัญญาหนึ่งที่สำคัญคือ พันธสัญญาที่พระยาห์เวห์ได้ทรงทำไว้กับ อับราฮัมเมื่อเขายังคงใช้ชื่ออับราม (ปฐมกาล 15:18) พันธสัญญาได้กำหนดอาณาเขตของดินแดนที่จะประทานให้แก่ชนอิสราเอล  เครื่องหมายของพันธสัญญานี้คือการเข้าสุหนัต (ปฐมกาล 17:10) ดังที่เป็นมาจนทุกวันนี้ในหมู่ชาวยิว  ต่อมาพันธสัญญานี้ได้มาเป็นรากฐานพันธสัญญาของพระเจ้ากับชนอิสราเอลทางโมเสสที่ว่า “พระ​เจ้า​ทรง​สดับ​เสียง​คร่ำ​ครวญ​ของ​เขา จึง​ทรง​ระลึก​ถึง​พันธสัญญา​ที่​พระ​องค์​ได้​ทรง​กระทำ​ไว้กับ​อับราฮัม อิสอัค และ​ยาโคบ​” (อพยพ 2:24; 6:5 เป็นต้นไป)

      ฮีบรู 1:2 ข้อที่เรากำลังพูดถึงนี้กล่าวว่าพระคริสต์ “เป็นผู้​ที่​พระเจ้า​ทรง​ตั้ง​ให้​เป็น​ทา​ยาท​รับสิ่ง​ทั้ง​ปวง” คำว่า “​สิ่ง​ทั้ง​ปวง” ตรงนี้มีความหมายที่มากกว่าดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว เพราะว่าพระคริสต์จะทรงครอบครองในฐานะที่เป็นองค์ผู้เป็นเจ้าเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง รวมทั้งและโดยเฉพาะมนุษย์และบรรดาทูตสวรรค์  คำว่า “สิ่ง​ทั้ง​ปวง” ไม่ได้มุ่งความสนใจของเราไปที่อดีต (การทรงสร้างในปฐมกาล) แต่มุ่งไปที่อนาคต (เปรียบเทียบกับคำที่มองไปข้างหน้าว่า “ทายาท”)

      แต่ก่อนที่จะได้รับมรดกในอาณาจักรฝ่ายวิญญาณ เรื่องความจริงของความบาปซึ่งผูกมัดมนุษย์และบรรดาทูตสวรรค์นั้นจะต้องถูกจัดการ  ความบาปของ “คนในยุคที่ชั่วร้ายนี้” ในปัจจุบัน (มัทธิว 12:45; ลูกา 11:29) จะต้องได้รับการลบล้างและการคืนดีกับพระยาห์เวห์จะต้องสำเร็จ ก่อนที่เราจะพูดถึงมรดกของพระบุตรได้  ตามคำนิยามแล้ว บุตรชายจะได้มรดกจากบิดาของเขาในสิ่งที่เป็นของบิดา ฉะนั้นสิ่งใดก็ตามที่พระคริสต์ทรงรับมรดกจากพระบิดานั้น จะต้องไม่มีมลทินและบริสุทธิ์เนื่องจากความบริสุทธิ์ของพระเจ้า  ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องลบล้างบาปของมนุษย์และการที่เขาจะต้องได้คืนดีกับพระบิดา

      พระเจ้าได้ทรงสร้างยุคเหล่านี้โดยทางพระคริสต์และโดยมีพระคริสต์อยู่ในความตั้งพระทัย  เช่น เดียวกับการอิทธิฤทธิ์ การอัศจรรย์ และหมายสำคัญต่างๆที่พระเจ้าทรงกระทำ “โดยทาง” พระเยซู (กิจการ 2:22) ยุคเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่พระเจ้ากระทำโดยทางพระเยซู[14] เช่นกัน  ยุคเหล่านี้ไม่ได้เป็นช่วงเวลาที่สุ่มเอาหรือเป็นช่วงเวลาที่บังเอิญ เพราะในยุคเหล่านี้ พระเจ้าทรงดำเนินแผนงานนิรันดร์ของพระองค์ในการช่วยให้รอดโดยทางพระคริสต์  เหมือนกับ​​​หมาย​สำ​คัญ​และการ​อัศ​จรรย์ต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงทำผ่านทางพระคริสต์นั้นก็มีจุดประสงค์เพื่อชี้นำเราไปถึงความรอดในพระคริสต์

      ถึงแม้มนุษย์จะมีอิสระอยู่บ้างในการวางแผนภายในส่วนเสี้ยวของเวลา แต่ว่าเขาไม่สามารถจะควบคุมเวลาได้และเขาอยู่ภายใต้การควบคุมของเวลา แต่นี่ตรงกันข้ามกับพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ เพราะพระองค์ “ทรงสร้างกาลเวลา” (เปรียบเทียบกับ “พระองค์ได้ทรงทำให้มียุคต่างๆขึ้น” ฮีบรู 1:2, ฉบับ NJB) และทรงกำหนดยุคต่างๆนั้นตามพระประสงค์นิรันดร์ของพระองค์[15]

      คำว่า aiōn เกี่ยวข้องกับเวลา (เปรียบเทียบ eon)  การแปลว่า “โลก” หรือ “จักรวาล” ทำให้เข้าใจผิดเพราะ “โลก” มีความหมายที่ไม่เกี่ยวข้องกับเวลาดังจะเห็นได้ในพจนานุกรมภาษากรีกหรือภาษาอังกฤษ  กระนั้นบางฉบับก็แปล aiōn ในฮีบรู 1:2 ว่า “โลก” แทนที่จะแปลว่า “ยุค” เพื่อบอกว่าพระเจ้าได้ทรงสร้างโลกแห่งวัตถุโดยทางพระเยซู ดังนั้นจึงเป็นการ “บอกเป็นนัย” ถึงการดำรงอยู่ก่อนของพระเยซู

 

ฮีบรู 1:3

 

ฮีบรู 1:3 พระบุตรเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงเป็นตัวแทนที่เหมือนพระเจ้า และทรงค้ำจุนทุกสิ่งไว้ด้วยถ้อยคำที่ทรงอานุภาพของพระองค์ หลังจากที่ได้ทรงชำระบาปแล้ว พระองค์ก็ได้ประทับที่เบื้องขวาขององค์ผู้สูงสุดในสวรรค์ (ฉบับ NIV)

      เราจะเปรียบเทียบส่วนแรกของข้อนี้กับสองข้อจาก 2 โครินธ์ 4

ฮีบรู 1:3a พระบุตรทรงเป็นแสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า และทรงเป็นตัวแทนที่เหมือนพระเจ้า

2 โครินธ์ 4:6b   ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้าที่​ปรา​กฏ​บน​พระ​พักตร์​ของ​พระเยซู​คริสต์

2 โครินธ์ 4:4b   คือ​เรื่อง​พระ​สิริ​ของ​พระ​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็น​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้า

 

      สองข้อหลังมาจากพระคัมภีร์ตอนเดียวกันและห่างกันเพียงข้อเดียว (ข้อ 5)  เมื่อมองรวมกันจะเห็นว่าทั้งสองข้อมีความคล้ายกันกับฮีบรู 1:3a  เนื่องจากพระเยซูคริสต์ทรงเป็น “พระฉายาของพระเจ้า” พระองค์ทรงเป็น “แสงสะท้อนพระสิริของพระเจ้า” ที่เห็นได้ “บนพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์”  ให้ดูคำที่เป็นตัวหนา

      แต่ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าเหมือนที่พระองค์ทรงเป็นในความเชื่อตรีเอกานุภาพ ฮีบรู 1:3 ก็จะเข้าใจไม่ได้ เพราะพระสิริที่พระองค์ทรงสำแดงนั้นจะเป็นพระสิริของความเป็นพระเจ้าของพระ องค์เอง  แต่ตรงกันข้ามกับพระสิริที่ฉายผ่านพระเยซูของพระคัมภีร์นั้นเป็นพระสิริของพระเจ้า

คำกรีก  charaktēr ซึ่งแปลในฮีบรู 1:3 ว่า “เป็นตัวแทนที่เหมือน” (ฉบับ NIV) หรือ “พิมพ์เดียวกัน” (ฉบับ ESV)[16] หมายถึงรูปแบบภายนอกที่มองเห็นได้  พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษฉบับ BDAG นิยามคำนี้ว่าเป็น “สิ่งที่ปรากฏให้เห็น, ลักษณะภายนอก, รูปลักษณ์ที่มองเห็น, แบบพิมพ์”  คำว่าแบบพิมพในคำนิยามนี้สอดคล้องกับความจริงที่ว่า พระเยซูคริสต์ทรงเป็น “พระฉายาของพระเจ้า” (2 โครินธ์ 4:4)[17]  เนื่องจาก “เป็นตัวแทน” และ “พระฉายา (รูปจำลอง)” ถูกใช้กับพระเยซูผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ จึงมีการเปิดเผยบางสิ่งสำคัญ คือเพราะความสมบูรณ์แบบของพระองค์นี่เอง พระเยซูจึงทรงเป็นรูปจำลองพิเศษที่ให้เห็นพระเจ้าที่มองไม่เห็น และเป็นตัวแทนที่เหมือน (สมบูรณ์แบบ) ของพระเจ้า  ความจริงที่ว่าพระเยซูทรงทำให้มองเห็นพระเจ้าที่มองไม่เห็นนั้น เป็นการบรรลุผลที่มีอานุภาพมากที่สุดตามจุดประสงค์ของพระเจ้าในการสร้างมนุษย์ นั่นก็คือ ที่จะทรงเปิดเผยพระองค์เองกับมนุษย์และทุกสิ่งที่ทรงสร้าง  การเปิดเผยพระองค์เองของ    พระเจ้าเป็นขั้นแรกที่สำคัญในการสื่อสารกับมนุษย์ที่พระองค์ทรงสร้าง

      ฮีบรู 1:3 การกล่าวถึงพระคริสต์ว่า “ทรงค้ำจุนทุกสิ่งไว้ด้วยถ้อยคำที่ทรงอานุภาพของพระองค์” โดยที่คำว่า “​ค้ำจุน” แปลจากคำ pherō ซึ่งเป็นคำกริยาที่มีความหมายหลากหลายคือ นำ, เกิดขึ้น, แบกรับ, ค้ำจุน, แบก (เช่น ใช้กับพระเยซูในการแบกกางเขน, ลูกา 23:26)

      ในฮีบรูมีการเปรียบเทียบพระเยซูกับโมเสส แต่ก็มีเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างกันด้วย (เช่น ฮีบรู 3:3 “​พระ​เยซู​​ทรง​สม​ควร​ได้​รับ​​เกียรติ​ยิ่ง​กว่า​โม​เสส”)  จึงไม่น่าแปลกใจที่คำ pherō นี้ใช้ในพระคัมภีร์กับทั้งโมเสสและพระเยซู  คือโมเสส “แบก” (นำ, แบกรับ) คนอิสราเอล[18] และในทำนองเดียวกันพระเยซูก็ทรง “แบก” โลกโดย “ทรง​ค้ำจุน​สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ไว้​ด้วย​ถ้อยคำ​ที่ทรง​อา​นุภาพ​ของ​พระองค์” (ฮีบรู 1:3)  ในฮีบรู 1:3 นั้น pherō เป็นคำกริยาในกาลปัจจุบันซึ่งบ่งชี้ว่า พระเยซูกำลังทรงค้ำจุนอยู่ในขณะนี้และจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไปในอนาคตจนยุคสุดท้าย  การทรง​ค้ำจุนสิ่งทั้งปวงไว้ของพระองค์นั้นไม่ได้มองย้อนกลับไปในอดีตอันไกลโพ้น หรือย้อนไปถึงการดำรงอยู่ก่อน หรือย้อนไปถึงการทรงสร้างทางวัตถุ แต่มองไปที่ฤทธานุภาพและสิทธิอำนาจที่มาพร้อมกับการยกย่องพระองค์ให้อยู่ในที่สูงสุด ณ เบื้องขวาของพระเจ้า (ฮีบรู 1:3)  นี่ไม่ใช่ที่นั่งอันมีเกียรติสำหรับพระเยซูที่จะ “นั่งพอใจผลงาน” ชื่นชมกับความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยมของพระองค์  การที่พระองค์ได้รับการยกย่องอย่างสูงส่งนั้นจึงทรงมีสิทธิอำนาจที่จะปกครองในฐานะผู้แทนที่มีอำนาจเต็มของพระยาห์เวห์เหนือจักรวาลของพระองค์เพื่อบัญชา “สิ่งทั้งปวง” (1:3)  เนื่องจากพระเยซูทรงได้รับการยกย่องจากพระเจ้าและได้รับนามที่เหนือนามทั้งหมด (ฟีลิปปี 2:9)[19] ในเวลานี้พระองค์จึงทรงเป็น “องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า​เหนือ​คน​ทั้ง​หลาย” (กิจการ 10:36)[20] ทรงได้รับสิทธิอำนาจให้อยู่เหนือทุกคนและทุกสิ่งในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกโดยยกเว้นตัวพระเจ้าเอง (1 โครินธ์ 15:27)[21] ที่พระเยซูทรงประทับอยู่เบื้องขวาของพระองค์  ในข้อฮีบรู 1:3 นี้ พระยาห์เวห์ได้ถูกกล่าวถึงโดยคำนามนัยว่า “ผู้ทรงเดชานุภาพ” (เหมือนกับในฮีบรู 8:1)[22]

 

ฮีบรู 1: 4-5

ฮีบรู 1:4 ทรงมาเป็นผู้ที่ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​พวก​ทูต​สวรรค์มากนัก​ เช่น​เดียว​กับ​ที่​พระ​องค์​ทรง​ได้​รับ​พระ​นาม​

ที่​ประ​เสริฐ​กว่า​นาม​ของ​พวกทูต​สวรรค์

 

      คำว่า “ทรงมาเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพวกทูต​สวรรค์​มากนัก” จะไม่สมเหตุสมผลหากนำไปใช้กับพระเจ้าพระบุตรของความเชื่อในตรีเอกานุภาพ เพราะถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าดังที่พระองค์ทรงเป็นตามความเชื่อในตรีเอกานุภาพนั้น โดยธรรมชาติแล้วพระองค์จะทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์  พระองค์ไม่สามารถ “มาเป็น” ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า นั่นก็คือ ยกระดับให้เหนือกว่าพวกทูตสวรรค์ เพราะนั่นจะหมายถึงว่าทรงต่ำกว่ามาก่อน  การที่ผู้เขียนฮีบรูสามารถพูดถึงพระคริสต์ได้ง่ายๆและสบายๆว่า “มาเป็น” ผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์ ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่ได้คิดว่าพระคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า

 

ฮีบรู 1:5  เพราะ​ว่า​​พระ​เจ้า​เคย​ตรัส​กับพวก​ทูต​สวรรค์ไหนบ้าง​ว่า “เจ้า​เอง​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน​นี้​เราได้​ให้​กำ​เนิด​เจ้า”?  หรือตรัส​อีก​ว่า “เรา​จะ​เป็น​บิดา​ของ​เขา และ​เขา​จะ​เป็น​บุตร​ของ​เรา” (ฉบับ ESV)

 

      ความสัมพันธ์แบบบิดากับบุตรนี้ไม่ได้ให้กับทูตสวรรค์ แต่ให้กับกษัตริย์ผู้เป็นพระเมสสิยาห์ (“เจ้า​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน​นี้​​เราได้มาเป็นบิดาของ​เจ้า​แล้ว” สดุดี 2:7) ให้กับซาโลมอน (“เพราะ​เรา​ได้​เลือก​เขา​ให้​เป็น​บุตร​ของ​เรา” 1 พงศาวดาร 28:6) และให้กับผู้ที่อยู่ในพระคริสต์ (“เพราะ​ว่าใน​พระ​เยซู​ พวก​ท่าน​ทุก​คนจึง​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า​” (กาลาเทีย 3:26)  ต่อไปนี้เป็นข้อที่เกี่ยวข้องกัน

 

สดุดี 2:7 ข้าพ​เจ้า​จะ​ประกาศ​กฎ​เกณฑ์​ของ​พระ​ยาห์​เวห์ พระ​องค์​ตรัส​กับ​ข้าพ​เจ้า​ว่า

“เจ้า​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน​นี้​เรา​ได้มาเป็นบิดาของ​เจ้า​แล้ว”

1 พงศาวดาร  22:10  [โซโลมอน] ​จะ​เป็น​บุตร​ชาย​ของ​เรา และ​เรา​จะ​เป็น​บิดา​ของ​เขา

และ​เรา​จะ​สถา​ปนา​บัล​ลังก์​แห่ง​ราช​อา​ณา​จักร​ของ​เขา​ในอิส​รา​เอลเป็นนิตย์ (รวมทั้ง 17:3; 28:6)

สดุดี 89:26 ​[ดาวิด] จะ​ร้อง​ต่อ​เรา​ว่า ‘ข้าแต่​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์

พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​บิดา​ของ​ข้า​พระ​องค์ และ​เป็น​ศิลา​แห่ง​ความ​รอด​ของ​ข้า​พระ​องค์’

 

ฮีบรู 1:6

ฮีบรู 1:6 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​นำ​พระ​บุตร​หัวปี​นั้น​เข้า​มา​ใน​โลก พระองค์​ตรัส​ว่า

“ให้​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ​พระ​องค์”(ฉบับ ESV)

 

      ฮีบรู 1:6 น่าจะเป็นการเชื่อมต่อกันของพระคัมภีร์เดิมสองข้อ คือสดุดี 97:7 (สดุดี 96:7 ในฉบับ LXX) และเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 ในรูปแบบที่ปรากฏในฉบับ LXX (พระคัมภีร์เดิมภาษากรีกหรือเซปทัวจินต์) มากกว่าในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู[23]  ลักษณะที่แน่ชัดของการเชื่อมต่อนี้ ไม่อาจกำหนดได้อย่างแน่นอน เนื่องจากฮีบรู 1:6 มีการเชื่อมต่อกันที่ไม่จำกัด โดยใช้สองสามคำจากหนึ่งในข้อต่างๆ และสองสามคำจากข้ออื่น

      แต่เราก็ไม่อาจพลาดการสังเกตความคล้ายคลึงกันในการใช้คำระหว่างฮีบรู 1:6 กับพระคัมภีร์เดิมสองข้อที่อยู่ในฉบับ LXX  ตอนนี้เราจะเทียบฮีบรู 1:6 กับข้อที่คล้ายกันของฉบับ LXX จากสดุดี 96:7 (สดุดี 97:7 ในพระคัมภีร์ส่วนใหญ่) และเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43

 

ฮีบรู 1:6 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​นำ​พระ​บุตร​หัวปี​นั้น​เข้า​มา​ใน​โลก พระองค์​ตรัส​ว่า

“ให้​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ*​พระ​องค์”(ฉบับ ESV)

สดุดี 96:7 ฉบับ LXX “ทูตสวรรค์ทั้งหมดของพระองค์เอ๋ย จง​ก้มคำนับ*ต่อพระองค์!”

(ฉบับแปลนิวอิงลิชจากฉบับเซปทัวร์จินต์[24])

เฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 “ฟ้าสวรรค์เอ๋ย จง​ยิน​ดีกับพระองค์ บรรดาพระทั้งหลาย

จงก้มกราบ*พระองค์” (ฉบับ ESV; ฉบับ LXX ใช้ “บรรดาบุตรของพระเจ้า”)

 

      เครื่องหมายดอกจัน*บ่งชี้ว่าคำกรีกของคำที่ทำเครื่องหมายไว้ ไม่ว่าจะในพระคัมภีร์ใหม่หรือพระคัมภีร์เดิมภาษากรีก (ฉบับ LXX) ก็คือ proskyneō (ซึ่งมีหลายความหมาย ความหมายพื้นฐานคือ “กราบลง” หรือ “กราบไหว้” แต่บางครั้งก็ “นมัสการ”)  พระคัมภีร์เดิมสองข้อซึ่งเป็นที่มาของฮีบรู 1:6 คือสดุดี 96:7 (ฉบับ LXX) และเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 ทั้งสองข้อกล่าวถึงพระยาห์เวห์[25]  ดังนั้น proskyneō ซึ่งในฮีบรู 1:6 แปลไว้ว่า “นมัสการ” (ฉบับ ESV) หรือ “กราบไหว้” (ฉบับ NJB, REB) หรือ “การแสดงความเคารพ” (ฉบับ ITNT)[26] ในพระคัมภีร์เดิมได้ใช้กับพระยาห์เวห์ พระเจ้าเดียวและเพียงองค์เดียว

      ทำไมฮีบรู 1:6 จึงกล่าวว่า “ให้​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ​พระ​องค์”?  ถ้าข้อนี้มาจากสดุดี 97:7 (96:7 ในฉบับ LXX) และเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 ซึ่งแม้จะมีความไม่แน่นอนบางประการเกี่ยวกับเรื่องนี้ (คู่มืออธิบายพระคัมภีร์ของคลาร์ก,[27] ฮีบรู 1:6) มันก็คงเป็นการรวมบางคำจากข้อหนึ่งและบางคำจากอีกข้อหนึ่งเข้าด้วยกัน  การเชื่อมต่อกันอาจทำได้อย่างไม่มีข้อจำกัด แต่ข้อความโดยรวมก็ไม่ผิดเพี้ยน คือพระเมสสิยาห์ทรงเป็นบุตรหัวปี ดังนั้นพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้าจึงจะต้อง “นมัสการพระองค์” (ฉบับ ESV) หรือ “กราบไหว้พระองค์” (ฉบับ NJB, REB) หรือ “เคารพพระองค์” (ฉบับ ITNT) หรือ “เทิดทูนพระองค์” (ฉบับ Douay-Rheims )

      พระคริสต์ทรงได้รับเกียรติและสิทธิพิเศษในฐานะบุตรหัวปีที่ยิ่งใหญ่กว่าบรรดาทูตสวรรค์  ความที่พระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าบรรดาทูตสวรรค์ปรากฏให้เห็นในบริบทถัดมาของฮีบรู 1:6 ไม่ต่ำกว่าสามคำกล่าวที่ว่า พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์ (ข้อ 4) พระคริสต์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้าในลักษณะที่พวกทูตสวรรค์ไม่ได้เป็น (ข้อ 5) พระคริสต์ประทับอยู่เบื้องขวาของพระเจ้าในขณะที่พวกทูตสวรรค์ไม่ได้อยู่ (ข้อ 3)  เนื่องจากฮีบรู 1:6 ตามหลังสามข้อนี้ (3,4,5) มาติดๆ มันจึงเป็นความต่อเนื่องของแนวความคิด นั่นก็คือ ที่พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์  ดังนั้นทูตสวรรค์ทั้งหมดจึงต้อง “นมัสการพระองค์” หรือ “กราบไหว้พระองค์”

      การยกย่องพระคริสต์ขึ้นสูงมีให้เห็นในหนังสือพระกิตติคุณและในจดหมายของเปาโล และจากการแสดงออกของมนุษย์และพวกทูตสวรรค์  ในมัทธิว 2:11[28] พวกนักปราชญ์ก้มลงตรงหน้าพระกุมารเยซูและ “นมัสการพระองค์” (ฉบับ ESV) หรือ “กราบไหว้พระองค์” (ฉบับ NJB, REB) หรือ “เทิดทูนพระองค์” (ฉบับ Douay-Rheims)  หลายปีต่อมาพระเจ้าได้ทรงยกย่องพระองค์จนกระทั่งว่า “​โดย​พระ​นาม​ของ​พระ​เยซูนั้นทุกหัวเข่า ทั้ง​ใน​สวรรค์ บน​แผ่น​ดิน​โลก และ​ใต้​พื้น​แผ่น​ดิน​โลก จะต้อง​คุก​เข่าลง​กราบ​พระ​องค์” (ฟีลิปปี 2:10)  คำว่า “ใน​สวรรค์” ใช้กับพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้าอย่างเด่นชัด และดังนั้นจึงใช้กับฮีบรู 1:6 (“ให้​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ [หรือเคารพ] พระ​องค์”) โดยมีความแตกต่างที่ชาวฟีลิปปีกำลังกล่าวถึงสถานการณ์หลังการฟื้นขึ้นจากความตาย

 

              หมายเหตุ: ในบทที่ 8 ของหนังสือเล่มนี้  เราจะตรวจสอบข้อมูลของพระคัมภีร์ใหม่

              เกี่ยวกับ proskyneō และค้นหาว่าเมื่อคำนี้ใช้กับพระเยซู จะหมายถึง “กราบไหว้”

              มากกว่าเป็นการนมัสการพระเจ้า

 

      ความจริงที่ว่า proskyneō หมายถึง “กราบไหว้” มากกว่า “นมัสการ” เมื่อใช้กับพระเยซู (ดังที่จะเห็นในบทที่ 8) นอกจากนี้ยังพบได้ในบริบทของฮีบรู 1:6 ซึ่งกล่าวถึงสองสิ่งคือ (i) พระคริสต์ทรงเป็นบุตรหัวปี (ii) พระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้า  เกี่ยวกับ (i) นั้น ไม่มีที่ไหนในพระคัมภีร์ที่บุตรหัวปีเคยถูกนมัสการเป็นพระเจ้า ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยการรวบรวมข้อพระคัมภีร์มากกว่า 100 ข้อในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่ที่กล่าวถึงบุตรหัวปี  ในทางตรงกันข้าม พระเยซูผู้เป็นบุตรหัวปีทรงประกาศว่า พระบิดาของพระองค์เป็น “พระเจ้าเที่ยงแท้เพียงองค์เดียว” (ยอห์น 17:3)[29]  การที่จะใช้ “การแสดงความเคารพ” มากกว่า “การนมัสการ” ในฮีบรู 1:6 จะสอดคล้องกับความจริงนี้ และเป็นการยืนยันว่าพระคริสต์ทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกทูตสวรรค์  พวกทูตสวรรค์จะต้องกราบไหว้พระคริสต์ผู้ทรงยิ่งใหญ่กว่าพวกตน และโดยพระนามของพระองค์นั้น ทุกหัวเข่าจะต้องคุกลงกราบพระองค์ (ฟีลิปปี 2:10)

 

ฮีบรู 1:8

ฮีบรู 1:8 แต่​พระ​องค์​ตรัสถึงพระ​บุตร​ว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า พระ​บัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​เป็นนิตย์

พระ​คทา​แห่งความเที่ยง​ธรรม​คือพระ​คทา​แห่งราชอาณา​จักร​ของ​พระ​องค์” (ฉบับ ESV)

สดุดี 45:6 ข้า​แต่​พระ​เจ้า พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์

พระ​คทา​แห่ง​ราช​อา​ณา​จักร​ของ​พระ​องค์​เป็น​พระ​คทา​เที่ยง​ธรรม (ฉบับ ESV)

 

      ฮีบรู 1:8 เป็นคำอ้างอิงมาจากสดุดี 45:6  จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องสังเกตว่าสดุดี 45 เป็นเพลงสดุดีในการขึ้นครองราชย์ว่า “ข้าพ​เจ้า​ร่าย​คำกลอน​ของ​ข้าพ​เจ้า​ถวาย​พระ​รา​ชา” (ข้อ 1) ท่านผู้นี้ได้มาเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลโดยการเจิม (ข้อ 7 “พระ​เจ้า​ผู้เป็น​พระ​เจ้า​ของ​พระ​องค์​ได้ทรง​เจิม​พระ​องค์​ไว้ด้วย​น้ำ​มัน​แห่ง​ความ​ยินดี”) ซึ่งทำให้เราระลึกถึงว่ากษัตริย์ทั้งหลายของอิสราเอลได้รับการเจิม  สดุดี 45 กำลังประกาศการเจิมของกษัตริย์ที่เป็นมนุษย์เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชบัลลังก์ของอิสราเอล  เห็นได้ชัดเจนว่ากษัตริย์เป็นมนุษย์มากกว่าจะเป็นพระเจ้าเพราะข้อ 2 กล่าวว่า พระองค์มาจาก “บุตรทั้งหลายของมนุษย์”[30]

      ในแง่หนึ่ง กษัตริย์ทรงเป็นมนุษย์ แต่ในอีกแง่หนึ่ง พระองค์ทรงถูกกล่าวว่า “ข้า​แต่​พระ​เจ้า”  นี่จะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจ “พระเจ้า” ในลักษณะเดียวกับคำกล่าวของพระเยซูว่า “เรา​กล่าว​ว่า​พวก​ท่าน​เป็น​พระ” (ยอห์น 10:34) ซึ่งเป็นคำอ้างอิงจากสดุดี 82:6 (“เจ้า​ทั้ง​หลาย​เป็น​พระ”)[31]

      เป็นที่ทราบโดยทั่วกันในหมู่นักวิชาการที่ได้ศึกษาสดุดี 45:6 ว่า แม้ว่ากษัตริย์นั้นจะถูกเรียกว่า “พระเจ้า” หรือ “พระ” (gods) ในข้อนี้ พระองค์ก็ยังเป็นมนุษย์  นี่จะเห็นได้จากแหล่งข้อมูลของความเชื่อในตรีเอกานุภาพดังต่อไปนี้

 

ผู้เขียนเรียกกษัตริย์ของเขาที่เป็นมนุษย์ว่า “พระเจ้า” (Elohim) เขาไม่ได้หมายความว่ากษัตริย์เป็นพระเจ้า แต่อยู่ในฐานะของพระเจ้าและเป็นตัวแทนของพระองค์ (หนังสืออธิบายสดุดี 45:6 ของ ดร. คอนสเตเบิล)[32]

เนื่องจากกษัตริย์ที่เป็นเชื้อสายของดาวิดเป็นผู้รักษาการแทนของพระเจ้าบนโลกนี้  ผู้เขียนสดุดีจึงเรียกกษัตริย์เหมือนกับว่าพระองค์เป็นพระเจ้าที่จุติลงมา  การใช้คำพูดที่เกินจริงซึ่งคล้ายกันนี้ปรากฏในอิสยาห์ 9:6[33]  ที่กษัตริย์ที่ดีที่สุดแห่งยุคสุดท้ายซึ่งเป็นเชื้อสายของดาวิดได้ชื่อว่า “พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​มหิทธิ​ฤทธิ์” (ฉบับ NET กับสดุดี 45:6)

เราจะเรียกกษัตริย์ว่า “พระเจ้า” ได้ในแง่ไหนหรือ?  เนื่องมาจากว่าการที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งกษัตริย์ในตะวันออกใกล้ในสมัยโบราณเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อพลเมืองในฐานะตัวแทนของอาณาจักรของพระเจ้า (คู่มือเบื้องหลังพระคัมภีร์ใหม่พร้อมภาพประกอบของซอนเดอร์วาน: พระคัมภีร์เดิม, เล่ม 5, สดุดี 45:6)[34]

ถึงแม้ว่ากษัตริย์อิสราเอลจะไม่ได้รับการนับถือว่าเป็นพระเจ้า (เหมือนบรรดากษัตริย์ของอียิปต์) มันก็เป็นไปได้ว่าพระองค์อาจถูกเรียกว่าเป็น “พระเจ้า” ในรูปแบบของภาษาที่เกินจริงแบบตะวันออก หรือในฐานะตัวแทนของพระเจ้า (เปรียบเทียบอพยพ 21:6; 22:8, 9, 28; สดุดี 82:6) (คู่มืออธิบายพระคัมภีร์ใหม่ของซอนเดอร์วาน, ผู้รวบรวม เอฟ เอฟ บรูซ, เกี่ยวกับสดุดี 45:6)[35]

ความหมายง่ายๆและธรรมดาก็คือว่า ซาโลมอนไม่ได้ปกครองแบบเผด็จการเหมือนกษัตริย์ส่วนใหญ่ แต่ปกครองโดยธรรมและเสมอภาคตามกฎหมาย และด้วยเหตุนี้พระบัลลังก์ของพระองค์จะได้รับการสถาปนาเป็นนิตย์ ถึงแม้พระองค์จะถูกเรียกว่าพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ประทับรอยพระสิริของพระองค์ไว้ในตัวกษัตริย์เหล่านั้น... มันเป็นความจริงที่พวกทูตสวรรค์และพวกผู้พิพากษาก็ถูกเรียกโดยรวมว่า “พระเจ้า” (เอโลฮิม), “พระทั้งหลาย” (คู่มืออธิบายสดุดี 45:6 ของจอห์น คาลวิน)[36]

อย่างไรก็ตาม ถ้ากษัตริย์ถูกเรียกว่า “เอโลฮิม” (พระเจ้า) เราควรสังเกตว่าพระองค์ก็ยังถูกระลึกถึงว่า “พระเจ้าผู้ทรงเป็นพระเจ้าของพระองค์” เป็นผู้ “ทรงตั้งพระองค์ไว้เหนือบรรดาพระสหายของพระองค์”  คำฮีบรูว่า “เอโลฮิม” มีความหมายกว้างกว่าคำว่า “พระเจ้า” และ “พระทั้งหลาย”  ในอพยพ 21:6 และ 22:8-9, 28 (อาจเป็นได้ใน 1 ซามูเอล 2:25) ดูเหมือนว่าจะใช้กับผู้พิพากษาที่เป็นมนุษย์ (ดูอพยพ 4:16; 7:1)[37] (คู่มืออธิบายการทำความเข้าใจพระคัมภีร์, สดุดี 45:6)[38]

 

      เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นกษัตริย์สูงสุดของอิสราเอล (“พระยาห์เวห์พระมหากษัตริย์ของอิสรา เอล” อิสยาห์ 44:6; เปรียบเทียบเศฟันยาห์ 3:15) ดังนั้นราชบัลลังก์ของอิสราเอลจึงเป็นพระราชบัลลังก์ของพระเจ้า  กษัตริย์ของอิสราเอลทุกพระองค์ที่ครองบัลลังก์นั้นก็ได้กระทำการครองราชย์ในฐานะผู้รักษาการแทนและเป็นตัวแทนของพระยาห์เวห์

      ไม่ว่าจะกรณีใด อะไรคือประเด็นสำคัญของการยืนยันในความเชื่อตรีเอกานุภาพว่าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้าตามฮีบรู 1:8 (“ข้า​แต่​พระ​เจ้า พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์”) เพราะนี่จะทำให้ “พระเจ้า” ทรงต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง (ฮีบรู 2:7)?  สดุดี 45:7 (ที่อ้างอิงในฮีบรู 1:9)[39] กล่าวว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของกษัตริย์ผู้ได้รับการเจิม แม้ข้อก่อนหน้าจะถูกเรียกว่า “ข้าแต่พระเจ้า”  ด้วยเหตุนี้จึงยังคงมีความแตกต่างของบุคคล ระหว่างพระเจ้ากับกษัตริย์ที่ได้รับการเจิม  ถ้าเราระบุคำเรียก “ข้าแต่พระเจ้า” กับพระเยซูที่เป็นพระเจ้า ก็จะทำให้พระเจ้า (ในข้อ 9) เป็นพระเจ้าของพระเจ้า

      จุดสำคัญในฮีบรู 1:8 ไม่ได้อยู่ใน “ข้าแต่พระเจ้า” แต่อยู่ที่ “พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์”  ราชบัลลังก์ของพระบุตรเป็นราชบัลลังก์นิรันดร์ เพราะเป็นพระราชบัลลังก์ของพระยาห์เวห์  แม้ว่าฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกที่พระยาห์เวห์ได้ทรงสร้างขึ้น (ฮีบรู 1:10 อ้างอิงจากสดุดี 102:25 ซึ่งกล่าวถึงพระยาห์เวห์) จะพินาศไป (ฮีบรู 1:11, 12)  แต่มีการกล่าวถึงพระยาห์เวห์ว่า “พระองค์ยังทรงเหมือนเดิม และปีเดือนของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุด” (ข้อ 12)

      เนื่องจากพระลักษณะที่นิรันดร์ของพระเจ้าและพระบัลลังก์ของพระองค์ ชาวยิวในสมัยของพระเยซูจึงรู้ว่า “พระ​คริสต์​จะ​อยู่​เป็น​นิตย์” (ยอห์น 12:34)[40] เป็นความมั่นใจที่ได้แรงสนับสนุนจากพระสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อดาวิดว่า “พงศ์​พันธุ์​ของ​เขา​จะ​ดำ​รง​เป็น​นิตย์ บัล​ลังก์​ของ​เขา​จะ​ยืน​นาน​เท่า​ดวง​อา​ทิตย์​ต่อ​หน้า​เรา” (สดุดี 89:36, เปรียบเทียบอิสยาห์ 9:7, เอเสเคียล 37:24-25, ดาเนียล 7:14)

      แต่ผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพทั้งหลายก็จะโต้แย้งว่า ผู้เขียนฮีบรูตั้งใจและจงใจใช้สดุดี 45:6 ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนว่า “ข้าแต่พระเจ้า พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์” และนำไปใช้กับพระบุตร  มีข้อสังเกตหลายประการที่สามารถตอบในเรื่องนี้ได้ และข้อสังเกตเหล่านี้จะเสริมกัน

      ประการแรก  พระคัมภีร์หลักที่มีให้ชาวยิวที่พูดภาษากรีกใช้ในช่วงสมัยของพระคัมภีร์ใหม่ก็คือพระคัมภีร์ฉบับเซปทัวจินต์ (ฉบับ LXX)  ในสมัยนั้นจะไม่สามารถทำเหมือนกับเราในสมัยนี้ได้ คือเลือกพระคัมภีร์ที่จะอ่าน สดุดี 45:6 ว่า “ราชบัลลังก์ของพระเจ้า” (ฉบับ RSV) หรือพระคัมภีร์อีกฉบับกล่าวว่า “ราชบัลลังก์ของพระองค์มาจากพระเจ้า” (ฉบับ NJB) หรืออีกฉบับกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้า ราชบัลลังก์ของพระองค์” (ฉบับ NIV) ส่วนผู้เขียนถึงชาวฮีบรูไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องอ้างอิงถึงฉบับ LXX ที่มีอยู่ เพราะเขาจะไม่ถือโอกาสลบคำว่า “ข้าแต่พระเจ้า” ออกไปจากพระคัมภีร์ (ฉบับ LXX) ที่เขามีอยู่ ถึงแม้ว่าสิ่งที่เขาต้องการจะพูดก็คือว่า ราชบัลลังก์นั้น​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์  ในการใช้ไม่กี่คำจากสดุดี 45:6 นี้เขาก็จะยกอ้างอิงทั้งประโยค

      ประการที่สอง  ชาวยิวโดยรวมไม่เชื่อว่าพระเมสสิยาห์เป็นพระเจ้า และจะไม่นึกถึงสดุดี 45:6 ว่าเป็นหลักฐานในการเป็นพระเจ้าของพระองค์  การเลือกข้อเดียวนี้จากพระคัมภีร์เดิมมาพิสูจน์ว่าพระเมสสิยาห์เป็นพระเจ้าก็จะเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับชาวยิวส่วนใหญ่ที่เคร่งศาสนา

      ประการที่สาม  นักวิชาการพระคัมภีร์หลายคนตระหนักถึงวิธีที่สำคัญในการอ่านสดุดี 45:6 ที่ทำให้ข้อความนั้นเด่นชัดขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังรอการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ที่จะมาปกครองประชาชาติในพระนามของพระเจ้า  ในอพยพ 4:16 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่าเขาจะเป็น “เหมือนพระเจ้า” ต่ออาโรน  สามบทต่อมาในอพยพ 7:1[41] พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “ดูสิ เราได้​ตั้ง​เจ้า​ไว้​ให้เป็น​ดัง​พระ​เจ้า​ต่อ​ฟา​โรห์”  ถ้าพระเจ้าทรงทำให้โมเสส “เป็นพระเจ้า” ต่ออาโรนและเป็น “ดังพระเจ้า” ต่อฟาโรห์ ยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด พระองค์จะไม่ทรงทำให้พระคริสต์เป็น “ดังพระเจ้า” ต่อโลก หรือเป็นพระฉายาของพระเจ้า ที่ทำให้มองเห็นพระเจ้าที่ไม่สามารถมองเห็นได้หรอกหรือ? (เปรียบเทียบโคโลสี 1:15)[42]

      ประการที่สี่  ในหมู่นักวิชาการที่ได้ศึกษาสดุดี 45:6 (“ข้าแต่พระเจ้า พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​ ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์”) ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ (จอห์น คาลวิน) หรือไม่ได้เป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ (ไมเคิล เซอร์วีตัส) และไม่ว่าพวกเขาจะเป็นคริสเตียน (เครก บรอยส์) หรือเป็นยิว (โรเบิร์ต อัลเตอร์) ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นโปรแตสแตนท์ (ปีเตอร์ เครกี้) หรือคาทอลิก (บาทหลวงมิทเชลล์ ดาฮูด)[43] ต่างก็ทราบกันโดยทั่วไปว่า ถึงแม้กษัตริย์ในสดุดี 45:6 จะถูกเรียกว่า “พระเจ้า” หรือ “พระ” พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า แต่เป็นมนุษย์ที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า  ผมได้ตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลหลายสิบแห่งทั้งในสมัยก่อนและสมัยปัจจุบัน ก็ไม่มีใครที่แสดงความเห็นที่ขัดกับเรื่องนี้

      เราสามารถมั่นใจได้ว่าผู้เขียนถึงชาวฮีบรู ผู้ซึ่งโชกโชนอย่างแท้จริงกับพระคัมภีร์ฮีบรูและวิถีทางของบรรพบุรุษของเขา ก็จะทราบดีว่ากษัตริย์ที่ถูกเรียกว่า “ข้าแต่พระเจ้า” ในสดุดี 45:6 นั้นไม่ใช่  พระเจ้าแต่เป็นมนุษย์ (อันที่จริง พระองค์จะต้องเป็นมนุษย์เพราะพระองค์มาจากเหล่า “บุตรทั้ง หลายของมนุษย์” ข้อ 2)[44]  ดังนั้นหากผู้เขียนถึงชาวฮีบรูสามารถใช้สดุดี 45:6 ข้อเดียวกันนี้กับพระเยซูคริสต์อย่างตั้งใจและด้วยความตระหนักถึงความต่อเนื่องของพระคัมภีร์มากขึ้น แล้วเขาจะไม่คิดถึงพระเยซูในความเข้าใจแบบเดียวกันหรือ ที่พระเยซูทรงถูกเรียกว่า “ข้าแต่พระเจ้า” ไม่ใช่เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า แต่เพราะพระองค์เป็นมนุษย์ที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า?  เหตุใดผู้เขียนถึงชาวฮีบรูจะเข้าใจฮีบรู 1:8 ในแบบที่ขัดแย้งกับความเข้าใจของเขาในสดุดี 45:6 หรือ? แล้วผู้อ่านที่รับจดหมายของเขาที่เขียนถึงชาวฮีบรูล่ะ ซึ่งแท้ที่จริงก็ได้ชื่อว่าชาวฮีบรู?  พวกเขาจะไม่รู้หรอกหรือว่าในสดุดี 45:6 กษัตริย์ที่ถูกเรียกว่า “ข้าแต่พระเจ้า” นั้นไม่ใช่พระเจ้าแต่เป็นมนุษย์?

      สรุปแล้ว ฮีบรู 1:8 ไม่ได้พิสูจน์ความเป็นพระเจ้าของพระคริสต์  ผลกลับเป็นว่าฮีบรู 1:8 จะช่วยบรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพได้มากขึ้นถ้าหากข้อนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นกับสดุดี 45:6!

      คำอ้างอิงในฮีบรู 1:8 ซึ่งเหมือนกันเลยกับของสดุดี 45:6 ที่ทำให้คริสโตเฟอร์ เอ็ม ทัคเก็ตต์ (อาจารย์ด้านการศึกษาพระคัมภีร์ใหม่ที่อ็อกซ์ฟอร์ด) ต้องระมัดระวังในการให้ความเห็นกับการเป็นพระเจ้าของพระเยซูจากฮีบรู 1:8

 

อย่างไรก็ตาม เราควรระมัดระวังไว้หน่อย  คำอ้างอิงจากสดุดี 45 เป็นการกล่าวซ้ำของคำสดุดีต่อกษัตริย์  น่าเป็นไปได้ว่าไม่มีแนวคิดที่ลงความเห็นว่ากษัตริย์อิสราเอลเป็นพระเจ้าในภาษาดังกล่าวเมื่อถูกใช้ในพระคัมภีร์เดิม และด้วยเหตุนี้เราจึงควรระมัดระวังในการทึกทักเอาว่าแนวคิดเช่นนั้นมีอยู่ในฮีบรูบทที่ 1  อย่างไรก็ดี ความคิดที่ครอบงำดูเหมือนจะไม่อยู่ที่ว่าจะสามารถเรียกพระบุตรว่า “พระเจ้า” มากนัก แต่อยู่ที่ว่าราชบัลลังก์ของพระบุตรจะ “​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์”  และที่เพราะพระองค์ทรงรักความชอบธรรมและเกลียดชังความชั่วร้าย พระเจ้าจึงได้ทรงเจิมพระองค์เหนือบรร​ดา​พระ​สหายของพระองค์  ตำแหน่งของพระองค์อยู่เหนือพวกทูตสวรรค์เพราะด้วยจุดยืนในคุณธรรมของพระองค์ พระองค์ทรงได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าให้ครอง “ราชบัลลังก์” ซึ่งจะดำรงเป็นนิตย์ (ความเข้าใจเรื่องพระคริสต์และพระคัมภีร์ใหม่, หน้า 96-97)[45]

 

ฮีบรู 1:10

ฮีบรู 1:10 “​องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า พระ​องค์​ได้ทรง​วางรากฐานของ​แผ่น​ดิน​โลกใน​ปฐม​กาล​

และ​ฟ้า​สวรรค์​เป็น​ผล​งาน​จากฝีพระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์” (ฉบับ ESV)

สดุดี 102:25 ใน​กาล​ก่อน​ พระ​องค์ได้​ทรง​วาง​ราก​ฐาน​ของ​แผ่น​ดิน​โลก

และ​ฟ้า​สวรรค์​เป็น​ผล​งานจาก​ฝีพระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ (ฉบับ ESV)

      ฮีบรู 1:10 เป็นคำอ้างอิงจากสดุดี 102:25  ข้ออื่นๆในพระคัมภีร์เดิมที่ใช้ภาพที่คล้ายคลึงกันนี้อธิบายถึงการสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกของพระยาห์เวห์คือ อิสยาห์ 42:5, 48:13, 51:13; เยเรมีย์ 32:17; เศคาริยาห์ 12:1[46]

 

      คำว่า “พระ​องค์” ในเพลงสดุดี 102:25 หมายถึงพระยาห์เวห์จากที่กล่าวไว้ในข้อ 22 (“เพื่อ​นมัส​การ​พระ​ยาห์​เวห์”)  ดังนั้นผู้ที่ถูกกล่าวถึงในสดุดี 102:25 จึงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าที่เป็นพระผู้สร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  การระบุเช่นนี้ยังมีให้เห็นในข้อต่างๆจากพระคัมภีร์เดิมที่เพิ่งอ้างถึงและในฮีบรูโดยรวม ตัวอย่างเช่น ฮีบรู 2:10 (เปรียบเทียบ 3:4; 11:3) กล่าวถึงพระเจ้าว่า “ใน​เรื่อง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​นำ​บุตร​จำ​นวน​มาก​ไป​สู่​ศักดิ์​ศรี​นั้น ก็​เป็น​การ​เหมาะ​สม​แล้ว ที่​พระ​เจ้า​ผู้​ซึ่ง​ทุก​สิ่ง​ดำ​รง​อยู่​เพื่อ​พระ​องค์​และ​โดย​พระ​องค์ จะ​ทรง​ทำ​ให้​ผู้​เบิก​ทาง​สู่​ความ​รอด​ของ​พวก​เขา​สม​บูรณ์​โดย​ความ​ทุกข์​ทร​มาน​ต่างๆ” ข้อนี้แยกให้เห็นความแตกต่างของบุคคล คือในด้านหนึ่งก็มีพระเจ้า ​ผู้​ซึ่ง​ทุก​สิ่ง​ดำ​รง​อยู่โดย​พระ​องค์ และอีกด้านหนึ่งก็มีพระเยซู ผู้ที่พระเจ้าทรงทำให้สมบูรณ์แบบ  สิ่งนี้สอดคล้องกับคำสอนโดยรวมที่ว่า พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระผู้สร้างเพียงผู้เดียว

      ไม่ว่าเราจะอ่านฮีบรู 1:10 อย่างไรนั้น มันจะเป็นข้อผิดพลาดที่จะเอามาเป็นข้อยกเว้น หรือมาเป็นความขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ฝังแน่นในพระคัมภีร์ว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้างเพียงผู้เดียว  นี่บ่งชี้ว่าฮีบรู 1:10 และข้อที่ขยายมากขึ้นในข้อ 10-12 นั้นหมายถึงพระยาห์เวห์มากกว่าพระเยซู

      มีเพียงข้อเดียวเท่านั้นที่แยกฮีบรู 1:10 ออกจากฮีบรู 1:8 (“ข้า​แต่​พระ​เจ้า พระบัลลังก์ของ​พระ​องค์​ดำ​รง​​​เป็น​นิตย์”) การรวมกันของสองข้อนี้แสดงให้เห็นว่า พระยาห์เวห์พระผู้สร้างได้ทรงให้พระบุตรและราชบัลลังก์ของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์  เนื่องจากพระยาห์เวห์จะทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ (“พระ​องค์​​ยัง​ทรง​เหมือน​เดิม และ​ปี​เดือน​ของ​พระ​องค์​จะ​ไม่​มี​วัน​สิ้นสุด” ฮีบรู 1:12) ดังนั้นราชบัลลังก์ของพระคริสต์ก็จะดำรงอยู่เป็นนิตย์  ความเป็นอมตะของพระเจ้านั้นจะเห็นได้ในฮีบรู 1:10-12 ในสามข้อความที่เป็นตัวเอน

 

ฮีบรู 1:10-12 “ข้า​แต่​องค์​​ผู้​เป็น​เจ้า พระ​องค์​ได้ทรง​วางรากฐานของ​แผ่น​ดิน​โลกใน​ปฐม​กาล​ และ​ฟ้า​สวรรค์​เป็น​ผล​งาน​จากฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์  สิ่ง​เหล่านั้น​จะ​พินาศ แต่​พระ​องค์​ทรง​ดำ​รง​อยู่​ สิ่งเหล่านั้น​จะ​เก่า​ไป​เหมือน​เสื้อผ้าที่สวมใส่ พระ​องค์จะ​ทรง​ม้วน​สิ่ง​เหล่านั้นเหมือนทรง​ม้วน​ผ้า​คลุม และ​สิ่ง​เหล่านั้น​จะ​​เปลี่ยนไปเหมือน​กับ​เสื้อผ้า  แต่​พระ​องค์​​ยัง​ทรง​เหมือน​เดิม และ​ปี​เดือน​ของ​พระ​องค์​จะ​ไม่​สิ้นสุด”(ฉบับ ESV)

​

 

 

      พระคัมภีร์ตอนนี้อ้างอิงมาจากสดุดี 102:25-27[47] กล่าวถึงความเป็นอมตะของพระยาห์เวห์ ที่ปีเดือนของพระองค์จะไม่สิ้นสุด และพระองค์จะยังคงดำรงอยู่แม้ว่าฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจะพินาศไป  แต่ “พระเจ้าพระบุตร” ของความเชื่อในตรีเอกานุภาพสามารถตายได้ และไม่มีความเป็นอมตะดังที่กล่าวถึงในพระคัมภีร์ตอนนี้  ฉะนั้นฮีบรู 1:10-12 จะไม่สามารถเป็นจริงได้อย่างแท้จริงกับพระเมษโปดกของพระเจ้าผู้ทรงรับบาปของโลกไป (ยอห์น 1:29)

      เรื่องการใช้สดุดี 102:25 ในฮีบรู 1:10 และกลายเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นในการใช้ข้อความของพระคัมภีร์เดิมในฮีบรู คือถ้าผู้เขียนถึงชาวฮีบรูไม่ได้กำลังใช้ข้อต่างๆจากพระคัมภีร์เดิมที่กล่าวถึงพระยาห์เวห์มาใช้กับพระเยซูตามอำเภอใจ (ทั้งๆที่ชาวยิวเชื่อว่าพระเมสสิยาห์ พระบุตรของพระเจ้าเป็นมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า) หรือไม่ก็มีเหตุผลสำคัญในการทำให้มีความเชื่อมโยงกัน  และจะมีเหตุผลอะไรได้นอกจากว่า พระเยซูคือผู้ที่เป็นตัวแทนของพระยาห์เวห์อย่างสมบูรณ์ และเป็นผู้ที่พระยาห์เวห์ปรากฏพระองค์อยู่จริงโดยที่พระเจ้าสถิตอยู่ในพระกายของพระองค์  (“​ความ​​บริ​บูรณ์​ทั้ง​สิ้นของ​พระ​เจ้า​ดำ​รง​อยู่​ใน​พระ​กาย​ของ​พระ​องค์” โคโลสี 2:9)?

จดหมายถึงชาวฮีบรูเขียนโดยชาวยิวถึงพี่น้องชาวยิวที่เป็นผู้เชื่อ  จะมีใครสงสัยไหมที่ชาวยิวพวกนี้เป็นผู้เชื่อในพระเจ้าเพียงองค์เดียวอย่างแน่วแน่?  แม้แต่ไฟโลซึ่งเป็นชาวยิวผู้มีความเป็นกรีกที่ชุ่มโชกในปรัชญากรีก ก็เป็นผู้เชื่อในพระเจ้าเพียงองค์เดียวอย่างแน่วแน่  มันจึงขัดกับเหตุผลที่จะเป็นความเชื่อในตรีเอกานุภาพแต่เดิมจากฮีบรูบทที่ 1

      ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าผู้เขียนถึงชาวฮีบรูผู้ชุ่มโชกในพระคัมภีร์ฮีบรู ทราบดีว่าข้อจากพระคัมภีร์เดิมที่เขากำลังยกอ้างมานั้นอ้างถึงพระยาห์เวห์  แล้วทำไมเขาจะอ้างอิงข้อเหล่านี้ว่าเกี่ยวกับพระบุตรล่ะ?

      ผู้เขียนถึงชาวฮีบรูคิดว่าพระบุตรเป็นพระยาห์เวห์เองไหม?  ถ้าเขาคิดเช่นนั้น พระยาห์เวห์ก็จะเป็น “บุตรหัวปี” ที่ถูกนำ “เข้ามาในโลก” (ฮีบรู 1:6)![48]  คำตอบนี้ใช้ไม่ได้  ปัญหาในการถามของเราอยู่ในวิธีที่เรากำหนดกรอบคำถามของเรา นั่นก็คือ ด้วยข้อสันนิษฐานว่าข้อเหล่านี้จากพระคัมภีร์เดิมที่อ้างอิงในฮีบรูนั้นใช้กับพระบุตร มากกว่าจะใช้กับการเสด็จมา หรือการปรากฏพระองค์ หรือการสำแดงของพระองค์ในโลกนี้  ข้อเหล่านี้จากพระคัมภีร์เดิมที่ยกอ้างในฮีบรูนั้นใช้กับการเสด็จมาของพระบุตร นั่นก็คือ กับการที่พระองค์ได้ทรง “ถูกนำเข้ามาในโลก” (ฮีบรู 1:6)  และการเข้ามาในโลกของพระบุตรก็เกี่ยวข้องกับการเสด็จเข้ามาของพระเจ้าในโลกนี้ด้วย  ด้วยความเข้าใจเช่นนี้เท่านั้นที่ความเข้าใจต่อเนื่องหรือความเชื่อมโยงของข้อในพระคัมภีร์เดิมเกี่ยวกับพระยาห์เวห์จึงจะสมเหตุสมผลในหนังสือฮีบรู  ดังนั้นเราก็จะเห็นว่าฮีบรูบทที่ 1 ตอกย้ำถ้อยคำที่ได้ประกาศในคำขึ้นต้นของยอห์นว่า พระเจ้าได้เสด็จเข้ามาในโลกและได้สถิตในพระเยซู

จากแนวความคิดที่ปรากฏในฮีบรูบทที่ 1 นั้นเห็นชัดเจนว่า ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ความต่อเนื่องทั้งหมดของคำอ้างอิงจากพระคัมภีร์เดิมจะเกินจำเป็น เพราะคำอ้างอิงเหล่านั้นจะทำให้คำกล่าวเหล่านั้นชัดเจนในตัวเอง  ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า มันก็ชัดเจนโดยไม่ต้องกล่าวว่าราชบัลลังก์ของพระองค์จะ “ดำ​รง​อยู่​เป็น​นิตย์” (ข้อ 8) และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่กว่าทูตสวรรค์ อันที่จริง ความเชื่อในตรีเอกานุภาพเผชิญกับปัญหาที่แก้ไม่ออก คือที่พระเยซูผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระเจ้าได้ทรงถูกทำให้ต่ำกว่าพวกทูตสวรรค์ (2:9)[49] แล้วก็ทรง “มาเป็น” ผู้ที่ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​พวก​ทูต​สวรรค์​ (1:4)[50] ซึ่งหมายความว่าก่อนหน้านี้ทรงต่ำกว่า  ด้วยเหตุผลที่คล้ายคลึงกันนี้ มันจึงเป็นปัญหาที่จะกล่าวว่า พระเยซูที่เป็นพระเจ้านั้นทรง “ได้รับ” พระ​นาม​ที่​ประ​เสริฐ​กว่า​นาม​ของ​พวก​ทูต​สวรรค์ (ข้อ 4)  ฮีบรูบทที่ 1 ซึ่งไม่ได้สนับสนุนความคิดของความเชื่อในตรีเอกานุภาพเกี่ยวกับ “พระเจ้าพระบุตร” เลยนั้น ได้ทำให้แนวคิดเกี่ยวกับ “พระเจ้าพระบุตร” อ่อนลงอย่างได้ผล

      แต่ถ้าพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า เป็นมนุษย์ที่แท้จริงเหมือนมนุษย์คนอื่นๆ ทุกสิ่งที่เขียนไว้เกี่ยวกับพระองค์ในฮีบรูบทที่ 1 ก็จะมีความสำคัญสูงสุด  มันเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งที่พระยาห์เวห์จะทรงยกย่องมนุษย์ให้มีศักดิ์ศรีสูงสุด  มนุษย์ที่ต้องตายถูกทำให้ไม่ตาย และของประทานแห่งชีวิตนิรันดร์ได้ประทานให้แก่ทุกคนที่อยู่ในพระคริสต์  “เพราะ​ว่า​สิ่ง​ที่​เสื่อม​สลาย​ได้​นี้​ต้อง​สวม​ด้วย​สิ่ง​ที่​เสื่อม​สลาย​ไม่​ได้ และ​สภาพ​ที่​ต้อง​ตาย​นี้​ต้อง​สวม​ด้วย​สภาพ​ที่​ไม่​ตาย” (1 โครินธ์ 15:53)  ประชากรของพระเจ้า ผู้เป็นธรรมิกชน จะได้ครองร่วมกับพระคริสต์ในศักดิ์ศรีและฤทธิ์อำนาจ

 

ราช​อา​ณา​จักร​กับ​ราช​อำ​นาจ และ​ความ​ยิ่ง​ใหญ่​แห่ง​บรร​ดา​ราช​อา​ณา​จักร​ภาย​ใต้​สวรรค์​ทั้ง​สิ้น จะ​ต้อง​ถูก​มอบ​ไว้​แก่​บรร​ดาผู้บริสุทธิ์ ​คือประ​ชา​กร​ของ​องค์​ผู้​สูง​สุด​นั้น แผ่นดินของท่านเหล่านี้จะ​เป็น​แผ่นดิน​   นิรันดร์ และราช​อา​ณา​จักร​ทั้ง​สิ้น​จะ​ปรน​นิบัติ​และ​เชื่อ​ฟัง​ท่าน​เหล่า​นี้  (ดาเนียล 7:27; เปรียบเทียบวิวรณ์ 1:6; 5:10)

 

      พระพรอันยิ่งใหญ่ที่ประทานให้กับพระเยซู กษัตริย์ผู้เป็นพระเมสสิยาห์[51] จะถูกแบ่งปันให้กับประชากรของพระองค์  พระเยซูทรงเป็นศีรษะของร่างกาย และพระพรที่เทลงบนศีรษะนั้นก็เพื่อประโยชน์ของร่างกายเช่นกัน  นั่นเป็นความรักที่ไม่มีขอบเขตและพระทัยที่กว้างของพระเจ้าซึ่งมอบให้กับมนุษย์ในพระคริสต์  ที่จริงแล้วหนังสือฮีบรูเขียนถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซูมากกว่าจดหมายใดๆในพระคัมภีร์ใหม่

      การที่พระเยซูทรงถูกยกย่องในสวรรคสถานให้ “สูง​ส่ง​เหนือ​กว่า​ทุก​ภูต​ผี​ที่​ครอบ​ครอง ทุก​ภูต​ผี​ที่​มี​อำ​นาจ ทุก​ภูต​ผี​ที่​มี​ฤทธิ์​เดช​และ​ทุก​ภูต​ผี​ที่​ปก​ครอง และ​เหนือ​กว่า​นาม​ทั้ง​หมด​ที่​ถูก​กล่าว​ถึง” (เอเฟซัส 1:21) และการที่พระเยซูประทับที่ “​เบื้อง​ขวา​​ของ​พระ​เจ้าสูงสุด” (ฮีบรู 1:3) นั้น บางคนอาจคิดว่าขณะนี้พระเยซูทรงอยู่ไกลเกินเอื้อมจากมวลมนุษย์ในสถานการณ์ที่น่าสงสารและแร้นแค้นของพวกเขา  กระนั้นก็ดี พระเจ้าและพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ให้มีเราอยู่ในความตั้งพระทัยของพระองค์ โดยทรงขยายพระพรนิรันดร์ในพระคริสต์มาถึงเรา รวมถึงเรื่องของชีวิตนิรันดร์!

 

ฮีบรู 2: การไตร่ตรองฝ่ายวิญญาณ

      แม้ว่าเสาหลักที่สามของความเชื่อในตรีเอกานุภาพก็คือฮีบรูบทที่ 1 แต่เราจะกล่าวถึงสองสามสิ่งเกี่ยวกับบทที่ 2 ด้วยการไตร่ตรองในฝ่ายวิญญาณ บทนี้ก็เหมือนกับบทที่ 1 ที่จะให้เห็นความต่อเนื่องกันของข้อในพระคัมภีร์เดิมที่ตอกย้ำอย่างชัดเจนถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซู

 

ฮีบรู 2:6 ​มี​คน​กล่าว​เป็น​พยาน​ใน​บาง​แห่ง​ว่า “มนุษย์​เป็น​ใคร​เล่า​ที่​พระ​องค์ทรง​ระลึก​ถึง​เขา

หรือบุตร​มนุษย์​เป็น​ใคร​เล่า​ที่​พระ​องค์​ทรง​ห่วงใย​เขา?”

 

      เราจะเห็นฐานะที่สำคัญของมนุษย์ในแผนการนิรันดร์และการมองของพระเจ้าอีก  ฮีบรู 2:6 เป็นการอ้างอิงจากข้อพระคัมภีร์เดิมหลายข้อ

 

สดุดี 8:4 ...มนุษย์​เป็น​ผู้​ใด​เล่า ที่​พระ​องค์​ทรง​ระลึก​ถึง​เขา? และ​บุตร​ของ​มนุษย์​เป็น​ใคร​เล่า

ที่​พระ​องค์​ทรง​ห่วง​ใย​เขา?

สดุดี 144:3 ข้า​แต่​พระ​ยาห์​เวห์ มนุษย์​เป็น​อะไร​เล่า ที่พระ​องค์​เอา​พระ​ทัย​ใส่​เขา?

หรือบุตร​ของ​มนุษย์​เป็น​อะไร​เล่า ที่​พระ​องค์​ทรง​คิด​ถึง​เขา?

                โยบ 7:17  มนุษย์​เป็น​ผู้​ใด​เล่า พระ​องค์​จึง​ทรง​ถือ​ว่า​เขา​สำ​คัญ​นัก และ​เป็น​ผู้ที่​พระ​องค์​ใส่​พระ​ทัย

      ฮีบรูกล่าวต่อไปดังนี้

ฮีบรู 2:7-8 พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​เขา​ต่ำ​กว่า​เหล่าทูต​สวรรค์​เพียง​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง ​พระ​องค์ได้​ทรง

​สวม​มงกุฎ​แห่ง​ศักดิ์ศรี​และ​เกียรติ​ให้​แก่​เขา​​​​​ทรง​ทำ​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​ฝ่า​เท้า​ของ​เขา (ฉบับ ESV)

 

      ต่อไปนี้คือข้อความอ้างอิงจากสดุดี 8:5-6 ที่เราเห็นบางอย่างเด่นชัดเมื่ออ้างอิงจากฉบับ NASB และ NIV (โปรดสังเกตตัวเอียง)

 

ฉบับ NASB แต่พระ​องค์​ได้ทรง​สร้าง​เขา​ให้​ต่ำ​กว่า​พระ​เจ้า​แต่​หน่อย​เดียว และ​ทรง​สวม​ศักดิ์​ศรี​กับ​ความ​ยิ่งใหญ่ให้แก่​เขา! พระ​องค์​ทรง​ให้​เขา​ปก​ครอง​ผล​งาน​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ พระ​องค์​ได้ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​ฝ่าเท้าของ​เขา

ฉบับ NIV พระ​องค์​ได้ทรง​สร้าง​พวกเขา​ให้​ต่ำ​กว่า​บรรดาทูตสวรรค์​แต่​หน่อย​เดียว และ​ทรง​สวม​ศักดิ์​ศรีและเกียรติ​ให้แก่พวก​เขา  พระ​องค์​ทรงตั้ง​พวก​เขาให้​ปก​ครอง​ผล​งาน​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ พระ​องค์​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​เท้า​ของพวกเขา

 

      การแปลของสองฉบับนี้แตกต่างกันอย่างน่าตกใจในประโยคส่วนแรกว่า “พระ​องค์​ได้ทรง​สร้าง​เขา​ให้​ต่ำ​กว่า​พระ​เจ้า​แต่​หน่อย​เดียว” (ฉบับ NASB) กับ “พระ​องค์​ได้ทรง​สร้าง​พวกเขา​ให้​ต่ำ​กว่า​บรรดาทูตสวรรค์​แต่​หน่อย​เดียว” (ฉบับ NIV)  ความไม่ตรงกันนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในสดุดี 8:5 พระคัมภีร์ฮีบรูใช้คำ Elohim (พระเจ้า) ในขณะที่พระคัมภีร์ภาษากรีกฉบับ LXX ใช้คำ angelos (ทูตสวรรค์ หรือ ผู้สื่อสาร)

      สองข้อถัดมาในฮีบรูก็กล่าวย้ำจุดที่พระเยซูทรงถูกทำให้ต่ำ​กว่า​เหล่าทูต​สวรรค์​เพียง​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง

 

ฮีบรู 2:8-9 ขณะ​นี้​เรา​ยัง​ไม่​เห็น​ว่า​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​ของ​เขา  แต่​เรา​​เห็น​ว่า​พระ​องค์ผู้​ทรง​ถูก​ทำ​ให้​ต่ำ​กว่า​พวก​ทูต​สวรรค์​เพียง​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง ซึ่งก็คือพระเยซู​นั้น ทรง​ได้​รับ​พระ​สิริ​และ​พระ​เกียรติ​เป็น​มง​กุฎ เพราะ​การสิ้น​พระ​ชนม์​ด้วย​ความ​ทุกข์​ทร​มาน.... (ฉบับ ESV)

 

      ในข้อที่อ้างอิงทั้งหมดนี้ เราไม่ได้เห็นแต่เฉพาะการมุ่งความสนใจไปที่มนุษย์เท่านั้น แต่ยังเห็นข้อเท็จจริงด้วยว่า ผู้เขียนถึงชาวฮีบรูยอมรับว่าพระเยซูทรงเป็นมนุษย์ (“มนุษย์​เป็น​ใคร​เล่า​ที่​พระ​องค์ทรง​ระลึก​ถึง​เขา หรือ​บุตร​มนุษย์​เป็น​ใคร​เล่า​ที่​พระ​องค์​ทรง​ห่วงใย​เขา?”) โดยไม่ให้คำอธิบายหรือบอกความประสงค์ไว้ และไม่มีคำพูดเป็นนัยที่อ้างถึงความเป็นพระเจ้าหรือการดำรงอยู่ก่อนแต่อย่างใด

      ข้อถัดมาในฮีบรู 2:10 ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระองค์ผู้ทรงให้ทุกสิ่งดำรงอยู่ (พระเจ้า) กับพระองคผู้ที่ถูกทำให้สมบูรณ์ด้วยความทุกข์ทร​มาน (พระเยซู)  ทั้งสองเป็นสองบุคคลที่แตกต่างกันโดยที่บุคคลแรกเป็นผู้ทำให้บุคคลหลังสมบูรณ์

 

เป็น​การ​เหมาะ​สม​แล้วที่​พระ​องค์ (พระเจ้า) ​ผู้​ซึ่ง​ทุก​สิ่ง​ดำ​รง​อยู่​เพื่อ​พระ​องค์​และ​โดย​พระ​องค์ ทรง​นำ​บุตร​จำ​นวน​มาก​ไป​สู่​ศักดิ์​ศรี​นั้น จะ​ทรง​ทำ​ให้​ผู้​เบิก​ทาง​สู่​ความ​รอด​ของ​พวก​เขา (พระเยซู) ​สม​บูรณ์​โดย​ความ​ทุกข์​ทร​มาน​ (ฮีบรู 2:10)

 

      สี่ข้อต่อมา ฮีบรู 2:11-14 มีถ้อยคำที่เด่นชัด

 

ฮีบรู 2:11 เพราะ​ที่จริงแล้ว ทั้ง​ผู้​ที่ทำให้​บริ​สุทธิ์​และ​คน​เหล่านั้นที่ถูกทำให้​บริ​สุทธิ์​ ก็​มาจากพระองค์   (​พระ​เจ้า) ​​เดียว​กัน  สิ่ง​นี้อธิบายว่าทำไมพระ​เยซู​จึง​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​เห็นว่าพวกเขา​เหล่านั้น​เป็นพี่​น้อง (ฉบับ ITNT)[52]

ฮีบรู 2:12 “เรา​จะ​ประ​กาศ​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​แก่​พี่​น้อง​ของ​เรา เรา​จะ​ร้อง​เพลง​สรร​เสริญ​พระ​องค์​ท่าม​กลาง​ชุม​นุม​ชน”(ฉบับ ITNT)

 ​

ฮีบรู 2:13 และ​ “เรา​เอง​จะ​ไว้​วาง​ใจ​ใน​พระ​องค์​”  แล้ว​ยัง​ตรัส​อีก​ว่า “ดูเถิด ตัว​เรา​กับ​บรร​ดา​บุตร​ที่​ พระ​เจ้า​ประ​ทาน​แก่​เรา​” ​(ฉบับ ESV)

ฮีบรู 2:14 เพราะในเมื่อบุตร​ทั้ง​หลาย​มีส่วนในเนื้อและ​เลือด​​เช่น​ไร พระ​องค์​เองก็​ทรงมีส่วน​เช่น​นั้นด้วยเช่นกัน​ ​(ฉบับ ESV)

 

      ข้อแรกของข้อเหล่านี้คือฮีบรู 2:11 กล่าวว่าผู้ที่ทำให้บริสุทธิ์ (พระเยซู) และคนทั้งหลายที่ได้ถูกทำให้บริสุทธิ์ (บรรดาผู้เชื่อ) ก็มาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน  พระเยซูผู้สมบูรณ์แบบ ไม่ทรงละอายที่จะยอมรับผู้ที่ในเวลานี้ยังไม่สมบูรณ์แบบว่าเป็นพี่น้องของพระ​องค์  คำว่า “พี่น้อง” ยังปรากฏในข้อที่สองของข้อเหล่านี้คือฮีบรู 2:12 ซึ่งเป็นข้อความอ้างอิงจากสดุดี 22:22 (21:23 ในฉบับ LXX) ที่กล่าวว่า “ข้า​พระ​องค์​จะ​บอก​เล่า​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์​แก่​พี่​น้อง​ของ​ข้า​พระ​องค์ ในท่ามกลาง​ชุมนุม​ชน ข้า​พระ​องค์​จะ​สรร​เสริญ​พระ​องค์​”

      โดยเหตุที่พระเยซูเป็นมนุษย์ที่แท้จริง  พระ​องค์​จึงเป็นพี่น้องของเรา  แต่บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพกล่าวว่าพระเยซูก็ทรงเป็นพระเจ้าด้วย ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่พระเจ้าจะเป็นพี่น้องของเรา!  เนื่องจากการเชื่อมโยงแบบนี้เป็นปัญหาทางศาสนศาสตร์และเป็นปัญหายุ่งยากเฉพาะของผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพ  บรรดาผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพจึงมักจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงจากพระคัมภีร์ว่าพระเยซูทรงเป็นพี่น้องของเรา

      ในข้อที่สี่ ฮีบรู 2:14 คำว่า “มีส่วน​เช่นไร” และ “ก็มีส่วนเช่นนั้น” แปลจาก koinōneō  และ metechō ตามลำดับ ทั้งสองคำนี้ “มีความหมายแทบจะเหมือนกัน” (โมลตัน & มิลลิแกน, คำศัพท์ในพระคัมภีร์ใหม่ภาษากรีก, koinōneō)[53]  เนื่องจากพระเยซูทรงมีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา พระองค์ทรงมี “เนื้อและเลือด” ของ “บุตรทั้งหลาย” (ผู้เชื่อทั้งหลาย) ซึ่งจริงๆแล้วก็คือเนื้อหนังและเลือดของมนุษย์ทั้งหลาย

      ข้อที่สามของข้อเหล่านี้คือฮีบรู 2:13 สะท้อนให้เห็นสดุดี 16:1 ที่กล่าวว่า “ข้าแต่​พระ​เจ้าของข้าพระองค์ ขอ​ทรง​พิ​ทักษ์​ข้า​พระ​องค์​ไว้ เพราะ​ข้า​พระ​องค์​ลี้​ภัย​อยู่​ใน​พระ​องค์”  ฉบับ LXX (15:1) กล่าวว่า “ข้าแต่องค์ผู้เป็น​เจ้า ขอทรงปกป้องข้าพระองค์ไว้ เพราะข้าพระองค์หวังใจใน​พระ​องค์” (ANETS) ความคิดที่คล้ายคลึงกันนี้เกี่ยวกับการเข้าลี้ภัยในพระเจ้าจะเห็นได้จากสดุดี 18:2 (“พระเจ้าของข้าพระองค์ พระ​ศิลาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ลี้ภัยอยู่ในพระ​องค์”); สดุดี 36:7 (“บุตรทั้งหลายของมนุษย์เข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกของพระองค์”); และสดุดี 91:2 (ข้าพ​เจ้า​จะ​ทูล​พระ​ยาห์​เวห์​ ผู้ทรงเป็นที่​ลี้​ภัย​ของ​ข้า​พระ​องค์​และ​ป้อม​ปรา​การ​ของ​ข้า​พระ​องค์ พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ผู้​ที่​ข้า​พระ​องค์​ไว้​วาง​ใจ”)  ทำไมหนังสือฮีบรูจึงอ้างถึงคำกล่าวเหล่านี้ในสดุดี ถ้าไม่ใช่เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าพระเยซูทรงมีความไว้วางใจในพระเจ้าเหมือนที่ “บุตรทั้งหลาย” ไว้วางใจ (เหล่าสาวกของพระองค์, เปรียบเทียบอิสยาห์ 8:18)?

      นอกจากนี้ยังมีอิสยาห์ 12:2 (“พระ​เจ้าทรง​เป็น​ความ​รอด​ของ​ข้าพ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​จะ​วาง​ใจ​และ​ไม่​กลัว”) ซึ่งแฝงคำพูดเป็นนัยที่ใช้เยาะเย้ยพระเยซูเมื่อทรงถูกตรึงกางเขนว่า “เขา​วางใจ​พระ​เจ้า ​ก็​ขอ​ให้​พระเจ้าทรง​ช่วย​เขาตอน​นี้​เถิด ถ้า​พระ​องค์​พอ​พระ​ทัยใน​ตัว​เขา” (มัทธิว 27:43)  นี่คือถ้อยคำที่ไม่เป็นมิตรของผู้นำศาสนาที่ถึงอย่างไรก็ยอมรับการไว้วางใจในพระเจ้าของพระองค์ แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือเหตุผลของพวกเขาที่ยอมรับความไว้วางใจในพระเจ้าของพระเยซูก็คือ “เพราะ​เขา​กล่าว​ว่า​เขา​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า” (ข้อ 43)[54]

      ในสมัยที่เราเป็นผู้เชื่อในตรีเอกานุภาพนั้น เราเข้าใจการอ้างตัวว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้าก็คือการอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้า  ในพระกิตติคุณยอห์นบางคนใช้การเชื่อมโยงที่ไม่มีมูลความจริงนี้เพื่อขว้างปาและกล่าวหาพระเยซู (ยอห์น 10:33-36; 19:7)[55]  แต่ก็น่าแปลกใจหรืออาจจะไม่แปลกใจก็คือ บรรดาผู้นำของอิสราเอลไม่รู้ถึงความเชื่อมโยงนั้น (ดังที่เราจะเห็นในบทต่อๆไป) แต่เข้าใจการอ้างตัวในการเป็น “บุตรของพระเจ้า” ของพระเยซูว่าแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจในพระเจ้าของพระองค์ว่าเป็นพระบิดาของพระองค์ (มัทธิว 27:43; ฮีบรู 2:13)[56]  ความเข้าใจของพวกเขาถูกต้อง เพราะพระเยซูพระบุตรของพระเจ้าเรียกพระเจ้าว่า “อับบา พระบิดา” (มาระโก 14:36)[57] เหมือนเด็กที่ไว้วางใจในบิดาของเขา  พระเยซูทรงสอนเหล่าสาวกของพระองค์ให้เรียกพระเจ้าว่าพระบิดา และไว้วางใจในพระองค์อย่างทั้งหมดเหมือนที่พระองค์ได้ทรงไว้วางใจ


[1] Hebrews 1:2  “in these last days he has spoken to us by his1 Son, whom he ap­pointed the2 heir of all things, through whom also he created3 the world4.”  (ESV)

[2] คำพหูพจน์ของ “aiōn” (“ยุค”), พจนานุกรมภาษากรีก-อังกฤษของเธเยอร์ให้ความคิดเห็นที่งดงามว่า “พหูพจน์แสดงถึงยุคต่างๆที่เป็นเอกเทศโดยมีผลสรุปคือความนิรันดร์กาล”

[3] ภาษาจีนก็ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างคำว่า “ทำขึ้น” (做 หรือ 造 หรือ 制造) กับ “สร้างขึ้น” (创造)

[4] ดังที่เห็นในพระคัมภีร์ใหม่ภาษากรีก-อังกฤษฉบับอินเทอร์ลิเนียร์ของมาร์แชล ซึ่งให้คำแปลตรงตัวว่า “ยุคต่างๆ” มากกว่า “โลก” เช่นเดียวกับฉบับอินเทอร์ลิเนียร์โดยบราวน์/คอมฟอร์ต

[5] 2 ยอห์น 1:2  “เพราะเห็นแก่ความจริงที่อยู่ในเราทั้งหลาย และซึ่งจะดำรงอยู่กับเราเป็นนิตย์”

[6] American Heritage Dictionary

[7] the unabridged 1973 edition of the standard Liddell-Scott-Jones (LSJ)

[8] ฮีบรู 11:3 “โดยความ​เชื่อ เรา​จึง​เข้า​ใจ​ว่า พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สร้าง​ยุค ด้วย​พระ​ดำรัส​จาก​พระ​องค์ ดัง​นั้น​สิ่ง​ที่​มองไม่​เห็น​จึง​ปรา​กฏ​ให้​เห็น” (ฉบับนิวเยรูซาเล็ม) ฉบับมาตรฐาน 2011 แปลว่า “โดย​ความ​เชื่อ เรา​จึง​เข้า​ใจ​ว่า พระ​เจ้า​ได้​ทรง​สร้าง​จักร​วาล” (ผู้แปล)

[9] 1 ทิโมธี 1:17  “พระมหากษัตริย์ของยุคต่างๆ ผู้เป็นองค์อมตะ และไม่ทรงปรากฏแก่ตา ผู้เป็นพระเจ้าแต่เพียงองค์เดียว ขอพระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระองค์ในยุคต่างๆสืบๆไป อาเมน” (แปลจากต้นฉบับภาษากรีก)

[10] ฮีบรู 6:5 “และ​ได้​ชิม​ความ​ดี​งาม​แห่ง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า และ​ฤทธิ์​เดช​แห่ง​ยุค​ที่​จะ​ถึง​นั้น”

[11] ฮีบรู 8:7-8  7เพราะ​ว่า​ถ้า​พันธสัญญา​เดิม​นั้น​ไม่​มี​ข้อบกพร่อง​แล้ว ​ก็​ไม่​จำเป็น​ที่​จะต้อง​มี​พันธสัญญา​ที่​สอง​อีก 8ด้วย​ว่า​พระ​เจ้า​ตรัส​ติ​เขา​ว่า “องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ตรัส​ว่า ดู​เถิด วัน​หนึ่ง​ข้างหน้า​เรา​จะ​ทำ​พันธสัญญา​ใหม่​กับ​ชน​ชาติ​อิสราเอล และ​ชาติ​ยูดาห์”

[12] ฮีบรู 7:22 “ข้อ​นี้​กระทำ​ให้​พันธสัญญา​ที่​พระ​เยซู​ทรง​รับประกัน​นั้น ดีกว่า​พันธสัญญา​เก่า​สัก​เพียงใด”

[13] ฮีบรู 13:20 “ขอพระ​เจ้า​แห่ง​สันติ​สุข ผู้​ทรง​บันดาล​ให้​พระ​เยซู​เจ้า​ของ​เรา​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย คือ​ผู้​ทรง​เป็น​ผู้​เลี้ยง​แกะ​ที่​ดี​เลิศ​  โดยโลหิตแห่งพันธสัญญานิรันดร์”

[14] ความเชื่อมโยงระหว่างฮีบรู 1:2 กับกิจการ 2:22 เห็นได้จากการเปรียบเทียบ δι᾽ οὗ καὶ ἐποίησεν τοὺς αἰῶνας (“โดยทางผู้ที่พระองค์ได้ทรงทำให้มียุคต่างๆขึ้น”) ในฮีบรู 1:2 กับ δυνάμεσι καὶ τέρασι καὶ σημείοις οἷς ἐποίησεν δι᾽ αὐτοῦ ὁ θεὸς (“​การ​อิทธิ​ฤทธิ์ การ​อัศ​จรรย์​ และ​หมาย​สำ​คัญ​ต่างๆที่​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ทำ​โดยทาง​พระบุตร”) ในกิจการ 2:22 ให้สังเกตถ้อยคำตรงกันที่เป็นตัวหนา

[15] ในฮีบรู 1:2 (“โดยผู้ที่พระองค์ได้ทรงทำให้มียุคต่างๆขึ้น” ฉบับ NJB) คำกรีกของคำว่า “ทำให้มีขึ้น” คือ poieō (ποιέω)  ตรงนี้ไม่ได้หมายถึง “ได้สร้างโลก” (ฉบับ ESV) แต่หมายถึง “ทำให้มี (กำหนด, แต่งตั้ง) ยุคต่างๆขึ้น”  ความหมายของการแต่งตั้งในคำ poieō จะเห็นได้ในฮีบรู 3:2 (“​ผู้​ได้ทรง​แต่ง​ตั้ง​พระ​องค์​ไว้”); กิจการ 2:36 (“พระ​เจ้า​ได้ทรง​แต่ง​ตั้ง​พระ​เยซูให้เป็นทั้งองค์ผู้เป็นเจ้าและเป็นพระคริสต์”); วิวรณ์ 5:10 (“พระ​องค์ได้​ทรง​แต่งตั้ง​ให้​พวกเขา​เป็น​อา​ณา​จักร​และ​เป็น​ปุโร​หิต​ของ​พระ​เจ้า​ของ​เรา”); มาระโก 3:14 (“พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งคนสิบสองคน”) และข้ออื่นๆ

[16] “ทรงเป็นเหมือนพระเจ้าทุกประการ” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) และ “ทรงมีสภาวะเป็นพิมพ์เดียวกันกับพระองค์” (ฉบับ ESV)

[17] จะกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างครบถ้วนมากขึ้นในบทที่ 10 ของหนังสือเล่มนี้

[18] ในฉบับ LXX นั้น pherō ใช้กับโมเสสที่เป็นผู้ “แบก” ชนอิสราเอล ตัวอย่างเช่น กันดารวิถี 11:14 (“ข้า​พระ​องค์​ไม่​สามารถ​แบก​คน​เหล่า​นี้​แต่​ลำพัง​” เปรียบเทียบข้อ 11, 17) และเฉลยธรรมบัญญัติ 1:9 (“ข้าพ​เจ้า​คน​เดียว​แบก​พวก​ท่าน [คน​อิสราเอล] ไม่​ไหว”)

[19] ฟีลิปปี 2:9 “เพราะ​ฉะนั้น​พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ยก​พระ​องค์​ขึ้น​สูง​สุด และ​ประ​ทาน​พระ​นาม​เหนือ​นาม​ทั้ง​หมด​แก่​พระ​องค์”

[20] กิจการ 10:36 “เรื่อง​ที่​พระ​องค์​ทรง​ฝาก​ไว้​กับ​พวก​อิส​รา​เอล​คือ​การ​ประ​กาศ​ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​สันติ​สุข​โดย​ทาง​พระ​เยซู​คริสต์​ผู้​เป็น​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​เหนือ​คน​ทั้ง​หลาย”

[21] 1 โครินธ์ 15:27 เพราะ​ว่า “พระ​เจ้า​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำนาจ​ภาย​ใต้​พระ​บาท​ของ​พระ​บุตร” แต่​เมื่อ​พระ​คัม​ภีร์​กล่าว​ว่า​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​นั้น ก็​รู้​ชัด​กัน​อยู่​แล้ว​ว่า ยก​เว้น​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​ให้​ทุก​สิ่ง​อยู่​ใต้​อำ​นาจ​พระ​องค์

[22] ในฮีบรู 8:1 “เรา​มี​มหา​ปุโร​หิต​อย่าง​นี้เอง ผู้​ได้ประ​ทับ​เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​แห่งผู้ทรงเดชานุภาพ​ในฟ้า​สวรรค์” (ฉบับไทยคิงเจมส์)

[23] ในการแปลเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 พระคัมภีร์บางฉบับ (ESV, NJB, NRSV) จะตามฉบับ LXX และบางฉบับ (NASB, HCSB, NIV) จะตามพระคัมภีร์ฮีบรู

[24] ฉบับแปลนิวอิงลิชจากฉบับเซปทัวจินต์ เป็นการแปลเชิงวิชาการของฉบับวิจารณ์ที่สำคัญจากฉบับภาษากรีก LXX, the Göttingen Septuaginta editio maior)

[25] นั่นเป็นเพราะสดุดี 97 (สดุดี 96 ในฉบับ LXX) กล่าวถึงพระยาห์เวห์ถึงหกครั้ง (ข้อ 1, 5, 8, 9, 10, 12)  ส่วนเฉลยธรรมบัญญัติ 32:43 จะพบคำอ้างอิงถึงพระยาห์เวห์ในสองสามข้อก่อนหน้า

[26] New Jerusalem Bible (NJB), Revised English Bible (REB), The Idiomatic Translation of the New Testament (ITNT)

[27] Clarke’s Commentary

[28] มัทธิว 2:11 “เมื่อ​เข้า​ไป​ใน​บ้าน​ก็​พบ​พระ​กุมาร​กับ​นาง​มา​รีย์​มารดา จึง​ก้ม​ลง​นมัส​การ​พระ​กุมาร​นั้น แล้ว​เปิด​หีบ​สม​บัติ​ของ​พวก​เขา​และ​ถวาย​เครื่อง​บรร​ณา​การ​แด่​พระ​กุมาร คือ ทอง​คำ กำ​ยาน และ​มด​ยอบ”

[29] ยอห์น 17:3 “และ​นี่​แหละ​คือ​ชีวิต​นิรันดร์ คือ​การ​ที่​พวก​เขา​รู้​จัก​พระ​องค์ ผู้​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า​เที่ยง​แท้​องค์​เดียว และ​รู้​จัก​พระ​เยซู​คริสต์​ที่​พระ​องค์​ทรง​ใช้​มา”

[30] สดุดี 45:2 “พระองค์ท่านงามเลิศยิ่งกว่าบุตรทั้งหลายของมนุษย์ พระคุณหลั่งลงบนริมฝีปากของพระองค์ท่าน” (ฉบับไทยคิงเจมส์)

[31] หรือ “พวกท่านเป็นพระเจ้า” และ “เจ้าทั้งหลายเป็นพระเจ้า” (“You are gods”)

[32] Dr. Constable’s Exposi­tory Notes, on Psalm 45:6

[33] อิสยาห์ 9:6 ด้วย​มี​เด็ก​คน​หนึ่ง​เกิด​มา​เพื่อ​เรา มี​บุตร​ชาย​คน​หนึ่ง​ประ​ทาน​มา​ให้​เรา และ​การ​ปก​ครอง​จะ​อยู่​บน​บ่า​ของ​ท่าน และ​เขา​จะ​ขนาน​นาม​ของ​ท่าน​ว่า “ที่​ปรึก​ษา​มหัศ​จรรย์ พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​มหิทธิ​ฤทธิ์ พระ​บิดา​นิรันดร์ และ​องค์​สันติ​ราช”

[34] Zondervan Illustrated Bible Backgrounds Commentary: Old Testament, vol.5, Psalm 45:6

[35] Zondervan Bible Commentary, F.F. Bruce ed., on Psalm 45:6

[36] “Elohim,” “gods”;  John Calvin’s Comment­ary, on Psalm 45:6

[37] อพยพ21:6 ให้นายพาทาสนั้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้า (หรือ “ผู้พิพากษา” ในฉบับไทยคิงเจมส์) ผู้แปล

[38] Understanding the Bible Commentary, Psalm 45:6

[39] ฮีบรู 2:7 “พระ​องค์​ทรง​ทำ​ให้​เขา​ต่ำ​กว่า​เหล่า​ทูต​สวรรค์​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง และ​พระ​องค์​ทรง​สวม​มงกุฎ​แห่ง​ศักดิ์ศรี​และ​เกียรติ​ให้​แก่​เขา”

   ฮีบรู 1:9  “​พระ​เจ้า ซึ่ง​เป็น​พระ​เจ้า​ของ​พระ​องค์ ทรง​เจิม​พระ​องค์​ไว้ด้วย​น้ำ​มัน​แห่ง​ความ​ยินดี เหนือ​บรร​ดา​พระ​สหาย​ของ​พระ​องค์”

[40] ยอห์น 12:34 ฝูง​ชน​จึง​ทูล​พระ​องค์​ว่า “เรา​ทราบ​จาก​ธรรม​บัญ​ญัติ​ว่า พระ​คริสต์​จะ​อยู่​เป็น​นิตย์”

[41] อพยพ 4:16 “เขา​จะ​พูด​กับ​ประชา​ชน​แทน​เจ้า เขา​จะ​เป็นเหมือน​ปาก​ของ​เจ้า ส่วน​เจ้า​จะ​เป็น​เหมือนพระ​เจ้า​สำหรับ​เขา” (ฉบับอมตธรรมร่วมสมัย) และ อพยพ 7:1 พระ​ยาห์​เวห์​จึง​ตรัส​กับ​โม​เสส​ว่า “ดูสิ เรา​ตั้ง​เจ้า​ไว้​เป็น​ดัง​พระ​เจ้า​ต่อ​ฟา​โรห์”

[42] โคโลสี 1:15 “พระ​คริสต์​ทรง​เป็น​พระ​ฉายา​ของ​พระ​เจ้า​ผู้​ไม่​ทรง​ปรา​กฏ​แก่​ตา ทรง​เป็น​บุตร​หัวปี​เหนือ​ทุก​สิ่ง​ที่​ทรง​สร้าง”

[43] Michael Servetus, Craig Broyles, Robert Alter, Peter Craig­ie, Father Mitchell Dahood

[44] สดุดี 45:2 “พระองค์ท่านงามเลิศยิ่งกว่าบุตรทั้งหลายของมนุษย์ พระคุณหลั่งลงบนริมฝีปากของพระองค์ท่าน เพราะฉะนั้นพระเจ้าทรงอำนวยพระพรพระองค์ท่านตลอดกาล” (ฉบับไทยคิงเจมส์)

[45] Christopher M. Tuckett, Christology and the New Testament, pp.96-97

[46] อิสยาห์ 42:5 “พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​สร้าง​ฟ้า​สวรรค์​และ​ทรง​ขึง​มัน​ไว้ ผู้​ทรง​แผ่​แผ่น​ดิน​โลก​และ​สิ่ง​ที่​บัง​เกิด​ออก​มา​จาก​โลก ผู้​ประ​ทาน​ลม​หาย​ใจ​แก่​ประ​ชา​ชน​บน​โลก และ​ประ​ทาน​วิญ​ญาณ​แก่​ผู้​ดำ​เนิน​อยู่​บน​โลก ตรัส​ว่า”

[47] สดุดี 102:25 “ใน​กาล​ก่อน​พระ​องค์​ทรง​วาง​ราก​ฐาน​ของ​แผ่น​ดิน​โลก และ​ฟ้า​สวรรค์​เป็น​ผล​งาน​แห่ง​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์  สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​พินาศ แต่​พระ​องค์​จะ​ทรง​ดำ​รง​อยู่ สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เก่า​ไป​เหมือน​เครื่อง​นุ่ง​ห่ม  พระ​องค์​ทรง​เปลี่ยน​สิ่ง​เหล่า​นี้​เหมือน​เสื้อ​ผ้า แล้วมัน​ก็​สิ้น​ไป ​ ​​​​แต่​พระ​องค์​ทรง​เหมือน​เดิม และ​ปี​เดือน​ของ​พระ​องค์​ไม่​มี​ที่​สิ้น​สุด”

[48] ฮีบรู 1:6 เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​นำ​พระ​บุตร​หัวปี​นั้น​เข้า​มา​ใน​โลก ก็​ตรัส​ว่า “ให้​ทูต​สวรรค์​ทั้ง​หมด​ของ​พระ​เจ้า​กราบ​นมัส​การ*​พระ​บุตร”

[49] ฮีบรู 2:9 “แต่​เรา​ก็​เห็น​ว่า​พระ​เยซู ผู้​ทรง​ถูก​ทำ​ให้​ต่ำ​กว่า​พวก​ทูต​สวรรค์​เพียง​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง​นั้น ทรง​ได้​รับ​พระ​สิริ​และ​พระ​เกียรติ​เป็น​มง​กุฎ เพราะ​พระ​องค์​สิ้น​พระ​ชนม์​ด้วย​ความ​ทุกข์​ทร​มาน ทั้ง​นี้​โดย​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า พระ​องค์​จึง​ได้​วาย​พระ​ชนม์​เพื่อ​ทุก​คน”

[50] ฮีบรู 1:4 “พระ​องค์​ทรงมาเป็นผู้ที่​ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​พวก​ทูต​สวรรค์​มาก​นัก เช่น​เดียว​กับ​ที่​พระ​องค์​ทรง​ได้​รับ​พระ​นาม​ที่​ประ​เสริฐ​กว่า​นาม​ของ​พวก​ทูต​สวรรค์”

[51] เมสสิยาห์ หมายถึงผู้ที่ถูกเจิมไว้ หรือหมายถึง “พระคริสต์” (ผู้แปล)

[52] ฮีบรู 2:11 “เพราะ​ทั้ง​ผู้​ชำระ​ให้​บริ​สุทธิ์​และ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​รับ​การ​ชำระ ก็​มี​พระ​บิดา​องค์​เดียว​กัน ด้วย​เหตุ​นี้ พระ​เยซู​จึง​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​เรียก​เขา​เหล่า​นั้น​ว่า​พี่​น้อง”

[53] “share” and  “partook”; Moulton & Mill­igan, Vocabulary of the Greek NT, koinō­neō

[54] มัทธิว 27:43 “เขา​วางใจ​พระ​เจ้า ถ้า​พระ​องค์​พอ​พระ​ทัย​​ก็​ขอ​ให้​​ช่วย​เขา​เดี๋ยว​นี้​เถิด เพราะ​เขา​กล่าว​ว่า​เขา​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า”

[55] ยอห์น 19:7 พวก​ยิว​ตอบ​ท่าน​ว่า “เรา​มี​กฎ​หมาย และ​ตาม​กฎ​หมาย​นั้น​เขา​สม​ควร​ตาย เพราะ​เขา​ตั้ง​ตัว​เป็น​พระ​บุตร​ของ​พระ​เจ้า”

[56] ฮีบรู 2:13 “เรา​เอง​จะ​ไว้​วาง​ใจ​ใน​พระ​องค์​ท่าน ทั้ง​ยัง​ตรัส​อีก​ว่า ตัว​เรา​กับ​บรร​ดา​บุตร​ที่​พระ​เจ้า​ประ​ทาน​แก่​เรา​อยู่​นี่​แล้ว”

[57] มาระโก 14:36 พระ​องค์​ทูล​ว่า “อับบา (พ่อ) ทุก​สิ่ง​เป็น​ได้​สำ​หรับ​พระ​องค์ ขอ​โปรด​ให้​ถ้วย​นี้​เลื่อน​พ้น​ไป​จาก​ข้า​พระ​องค์​เถิด”